แสวงหาความสงบบนความไม่แน่นอน

เรากลัวอนาคต เพราะอนาคตไม่มีอะไรที่แน่นอน : ความกลัวนี้สามารถหยุดเราจากการลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่สร้างสรรค์ได้, และมันอาจจะทำให้เรายังยึดติดอยู่กับอะไรแย่ๆที่ทำร้ายเราได้

ยกตัวอย่างเช่น : เราอาจจะยึดติดอยู่กับความยุ่งเหยิงทั้งหลาย ข้าวของต่างๆ ด้วยเหตุผลของความรู้สึกสุขสบายและปลอดภัย ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะทำให้เรารู้สึกกังวล หรืออาจจะทำให้เสียเงินอย่างต่อเนื่อง

และ : เราอาจจะยึดติดอยู่กับงานเดิมๆที่เราไม่ได้ชอบหรือมีความสุขกับมัน เพราะว่า เรากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่เราได้ไตรตรองและคิดเอาไว้อย่างรอบคอบแล้ว เพราะว่า เรากลัวความล้มเหลว

และ : เราอาจจะไม่เดินทางไปต่างประเทศที่เรารู้สึกไม่คุ้นเคย เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น – และเราจะพลาดประสบการณ์อันน่ามหัศจรรย์ ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเราทั้งชีวิตก็ได้

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ชีวิตจะได้รับผลกระทบจากความกลัว กลัวอนาคตที่ไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ได้เคยคุยกับหลายๆคน และประมวลผลออกมาเป็นคำถามได้ว่า “เราจะมีความสุข ความสงบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนได้อย่างไร, เรากลัวอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอน เราจะกำจัดความกลัวได้อย่างไร” – เป็นคำถามที่ท้าทาย เพราะเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับความกลัวนี้, ใช่ พวกเราทุกคน

มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย

ความกลัวความไม่แน่นอน ความกลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน ความกลัวเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาจากไหนกัน – รู้สึกว่ามันเป็นคำถามงี่เง่าอยู่สักหน่อยนะ – แต่ ถ้าเราลองคิดถึงเรื่องนี้ มันไม่มีอะไรที่น่าสะพรึงกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าเราไม่มีทางรู้เลยก็ตามว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต มันไม่ได้ใกล้เคียงความเจ็บปวด หรือ ไม่ได้เป็นหายนะสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่เป็นอยู่ – มันก็ดูเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ลองคิดดูสิ : ความน่าจะเป็นที่คุณจะเกิดอุบัติเหตุบนถนนไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในวันพรุ่งนี้ เมื่อเทียบกับวันนี้, โอกาสที่จะเกิดเรื่องเลวร้ายสัปดาห์หน้า ไม่ได้มากกว่า สัปดาห์นี้เลย, หรือแม้แต่โอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆอันยิ่งใหญ่ สำหรับเดือนหน้า ก็พอๆกับ โอกาสที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน

ถ้างั้นแล้ว ทำไมมันถึงน่ากลัวกันล่ะ ถ้าเราโยนลูกเต๋า แล้วเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นเป็นเรื่องที่เรากลัวอย่างนั้นหรือไง ไม่น่ากลัวเลยสักนิดใช่ไหม “ความไม่รู้” ไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่โอกาสที่จะเกิดผลลัพท์ที่ทำให้เราเจ็บปวด ทรมาน สูญเสียต่างหากล่ะ

และรู้ไหม ความเจ็บปวดที่เกิดในจินตนาการนี้ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางร่างกายแต่อย่างใด (โดยส่วนใหญ่แล้ว เราจะไม่ได้กลัวเรื่องความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายหรอก)… มันเป็นความเจ็บปวดจากความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นกับจิตใจต่างหาก, เราอยู่กันอย่างสุขสบายในรังไหมที่พวกเราพยายามสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเรา – กิจวัตรประจำวัน ทรัพย์สมบัติของเรา ผู้คนที่เรารู้จัก สถานที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัย – การสูญเสียสิ่งแวดล้อมแห่งความสุขสบายเหล่านี้ และการไปยังอยู่ในที่อื่นที่อาจจะเป็นอันตราย ทำให้เราล้มเหลว อาจจะไม่ดีพอ (เมื่อเทียบกับที่เป็นอยู่) การที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆพวกนี้มันเจ็บปวดและน่ากลัว

เราเกาะเกี่ยวยึดมั่น แนวความคิด กิจวัตรประจำวัน ที่คิดว่าจะทำให้เราสุขสบาย รู้สึกปลอดภัย – เราเชื่อว่าสิ่งต่างๆ มันต้องเป็นไปแบบที่เราคิดหวัง – และ แน่นอน สิ่งต่างๆมันต้องเปลี่ยนไป เราไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้ และเราจะรู้สึกเจ็บกับความเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่ตัวปัญหาหรอก – การต่อสู้ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง, ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง, ความไม่ต้องการที่จะเจออะไรที่ต่างออกไป ต่างหาก

เราจะทำให้ได้ดีภายใต้สภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอนได้อย่างไร

และ ดังนั้น เราเห็นแล้วว่า คำตอบคือ เราต้องทำให้ได้ดี เมื่อต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลง เราต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ได้, ถ้าเรารับมือกับการที่ต้องเจออะไรใหม่ๆได้ดี ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหน มีความแตกต่างมากมายเพียงใดก็ตาม, เราจะไม่กลัวมัน, “ความเปลี่ยนแปลง” ในท้ายที่สุด มันก็จะกลายเป็นความสุขสบายที่เราคุ้นเคย

ถ้าเราคุ้นเคยที่จะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยงแปลง มันจะไม่น่ากลัว, เราสามารถที่จะอ้าแขนต้อนรับมัน และมองหาความสุขได้จากความเปลี่ยนแปลง, เราสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้ ในตัวคนที่เราเรียกพวกเขาว่า “นักผจญภัย” (คนที่กล้าท้าทายสิ่งใหม่ๆ กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่างๆ) – พวกเขาค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะพวกเขารู้ว่า พวกเขาโอเคกับมัน และประสบการณ์ใหม่ๆเหล่านั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์สำหรับพวกเขา (หมายเหตุ : ที่กำลังพูดถึงอยู่นี่ มันแตกต่างจาก “ผู้มองหาความสนุกตื่นเต้น” พวกที่ว่านี้ จะเปลี่ยนความตื่นเต้นจากกิจกรรมต่างๆ เป็นความสุขสบายประเภทหนึ่ง – นึกออกไหม เล่นไพ่ เล่นกีฬาผาดโผนที่มีเครื่องมือช่วยที่ยืนยันแน่นอนว่าจะไม่มีอันตราย – เมื่อความรู้สึกตื่นเต้นถูกเอาออกไป พวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวด และพ่ายแพ้ต่อความเปลี่ยนแปลงนี้)

แล้ว .. เราจะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร, ผมมีคำแนะนำบางอย่าง สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ ใช้งานได้กับตัวผม (ผมเองก็ยังคงเรียนรู้อยู่) :

  • ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ แต่ทีละเล็กทีละน้อย ภายใต้เงื่อนไขของความปลอดภัย สิ่งใหม่ๆอาจจะน่ากลัว เพราะว่าเรากลัวว่าจะล้มเหลว, แต่ถ้าเป็นบางอย่างเล็กๆ – ตัวอย่างเช่น หัดเดินทรงตัวบนเส้นเชือก ในระดับที่ใกล้กับพื้น, หัดเรียนภาษาต่างประเทศใหม่ๆ จากสื่อการสอน, หัดเล่นเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ๆ แนวเพลงใหม่ๆ ในห้องนั่งเล่นของเราเอง – มันไม่น่ากลัวเลย และไม่มีความเสี่ยงใดๆที่เราจะบาดเจ็บจากการกระทำด้วย, และเมื่อเราลงมือทำบ่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ก้าวเล็กๆที่ไม่น่ากลัวไม่เจ็บปวด เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น เราทำบ่อยๆ เป็นระยะเวลานานๆ เราก็จะมีเรื่องใหม่ที่เป็นรูปเป็นร่าง และไม่เจ็บปวดอะไรเลย
  • เมื่อเราทำพลาด ทำไม่ถูกต้อง อย่ามองว่าเป็นความล้มเหลวที่น่าเจ็บปวด เมื่อเราทำอะไรใหม่ๆ มันก็ต้องมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ยุ่งเหยิง หรือ ล้มเหลว, แต่ คำต่างๆเหล่านี้ มันเกี่ยวพันกับความรู้สึกเชิงลบ เหมือนกับ คล้ายๆกับ เจ็บปวด, แทนที่จะให้เป็นอย่างนั้น ให้เรามองความผิดพลาด ความยุ่งเหยิง สิ่งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเหล่านี้ ให้เป็นมุมมองเชิงบวกซะ – มันคือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง มันคือความรู้อีกอย่างหนึ่ง เราได้รู้เพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งว่าวิธีนั้นๆมันใช้งานไม่ได้ เราลองคิดแบบนั้น – การทำให้มันยุ่งเหยิง มั่วซั่ว เกิดความผิดพลาด เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้ รู้มากกว่าเดิม เติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น
  • มองให้เห็นความงามอันน่าพิศวงและโอกาสในความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลง อาจหมายถึง การก้าวเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัย และสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง(หรือบางคน)ที่เรารัก, แต่มันมีอีกหลายอย่างรอเราอยู่ มันนำพาสิ่งใหม่ๆที่น่าอัศจรรย์มาให้เรา โอกาสที่จะได้ค้นพบ เรียนรู้ พบเจอกับมิตรภาพใหม่ๆ และได้เนรมิตรสร้างสรรค์ต้วเองขึ้นมาใหม่, เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ให้มองหาความงามในความเปลี่ยนแปลง มองหาจากประตูบานสู่เส้นทางใหม่ที่ได้เปิดขึ้นมาตรงหน้าเรา
  • ตั้งคำถาม “เรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คืออะไร” ถ้าเราเปิดตัวเองออกมาจากรังไข่อันแสนสบายที่ห่อหุ้มตัวเรา ออกมาจากสิ่งแวดล้อมอันแสนสุข ทิ้งความปลอดภัยเอาไว้ข้างหลัง… มันอาจจะดูน่ากลัว.. แต่ เมื่อเราคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ โดยปกติแล้ว มันไม่แย่ถึงขนาดที่เราคิดหรอก, ถ้าเราต้องสูญเสียสิ่งที่เราเป็นเจ้าของวันนี้ในหายนะที่เกิดขึ้น มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกัน เราจะรับมือ จะจัดการกับมันอย่างไร? แล้วโอกาสดีๆที่จะเกิดขึ้นมา? สิ่งดีๆที่เราจะได้รับจากการเผชิญหน้าล่ะ? จะมีอะไรใหม่ที่เราสามารถคิดค้นขึ้นมาจากความว่างเปล่านี้ได้ไหม?
  • พัฒนาชุดเครื่องมือสำหรับจัดการความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม, มีแผนสำรอง เผื่อทุกอย่างมันล้มเหลวไม่เป็นท่า, มีเพื่อน มีครอบครัว ที่เราสามารถโทรศัพท์ เรียกหาคำแนะนำ ความช่วยเหลือ, พัฒนาทักษะอะไรดีๆ ที่หากต้องเริ่มใหม่ เราก็จะสามารถหางานทำได้ทันที หรือ เริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ทันที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอาชีพ หรือ สภาพเศรษฐกิจ, เรียนรู้หนทางที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่, มองหาทางของตัวเองรอบๆตัว ในเมือง ในจังหวัด ที่ไม่คุ้นเคย, เอาตัวรอดให้ได้ หัดไปทีละเล็ก ทีละน้อย…. ชุดทักษะทั้งหลายนี้ จะเป็นชุดเครื่องมือสำหรับเรา ที่จะช่วยให้เราเผชิญหน้าได้แทบจะทุกสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้
  • มีสติ รับรู้ ว่าเรากำลังยึดจับอยู่กับอะไร มองตัวเอง ถามตัวเองดูว่า เรากำลังยึดติดอยู่กับอะไร เมื่อเรารู้สึกกลัว และเจ็บปวด, เราจะกระโดดไปจับอะไร เราจะทำอะไร เราจะไปนั่งที่ตรงไหน เราจะคุยกับใคร, บ่อยครั้ง สิ่งที่เรายึดเกาะเอาไว้ มักจะเป็นเพียงเรื่องที่เกิดในความคิด จินตนาการชีวิตที่แสนโรแมนติกของเรากับคนรักของเรา ภาพครอบครัวที่มีบ้านอยู่มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆครบครัน และภาพจินตนาการว่าตัวเราเป็นแบบไหน มันคือการยึดติด ยึดมั่น ถือมั่น – ให้ระมัดระวัง การยึดติดอยู่กับความคิด ต้องรู้เท่าทันความคิดของตัวเอง
  • มองให้เห็นถึงข้อเสียของการยึดติด เมื่อเรามองเห็นการยึดติด ยึดมั่น ถือมั่น ของเราชัดเจนแล้ว, จงมองความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น อันเป็นผลจากการยึดมั่นถือมั่น อีโก้ ของเรา, ถ้าเรายึดติดอยู่กับสิ่งของของเรา มองดูสิ ว่ามันกินพื้นที่จัดเก็บในบ้านแค่ไหน ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นมา ลองคิดดูว่าเราจะเสียพลังงานทางความคิดความรู้สึกมากแค่ไหน ถ้าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับของเหล่านี้,  ลองตั้งใจมองข้อเสียของการยึดติด – ปกติแล้ว พวกเราจะมองแต่ด้านดีของมัน และเราก็ยึดติดอยู่กับมัน เก็บรักษามันไว้ ไม่ทิ้งมันไป
  • เปิดประสบการณ์แห่งความสนุกใหม่ๆ ภายใต้ความไม่รู้อะไรเลย เมื่อมีสิ่งใหม่ๆบางสิ่งเกิดขึ้น เรื่องที่เราไม่รู้อะไรเลย เราไม่รู้ถึงการมาของมันล่วงหน้า – ปกติเราจะมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้าย – แต่ เราจะ ปรับกรอบความคิดของเราใหม่ได้ไหม? ดังนั้น สิ่งเหล่านั้น จะเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกได้, ความไม่รู้ หมายถึง เรามีอิสระภาพ ความเป็นไปได้ โอกาส จะไม่มีขีดจำกัด (อย่าสร้างกรอบความคิดว่า ความไม่รู้ คือ ข้อจำกัด) เราสามารถคิดค้นสร้างสรรค์เส้นทางใหม่ๆ ตัวตนใหม่ๆของเรา ขอบเขตของเราขยายออกไป เรื่องเหล่านี้มันช่างน่าสนุกเสียเหลือเกิน

ไหลไปกับ “ความไม่รู้”

ครั้งที่ผมทิ้งงานประจำ และเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2003 มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผม (คงจะเดากันได้ว่า เด็กบ้านนอก พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้ ไม่มีที่จะซุกหัวนอน และไม่มีเงินติดตัวมากมายมหาศาล น่ากลัวเพียงใด), มันน่ากลัว เพราะผมทิ้งงานประจำที่ยืนยันได้ว่า สบาย ผมมีบ้านอยู่ มีรถขับ มีเงินเดือนที่พอสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ ผมทิ้งสิ่งต่างๆเหล่านั้น มาเผชิญหน้ากับสถานที่ใหม่ ที่การสื่อสารของผมใช้งานไม่ได้ ทักษะความรู้ที่เรียนมาเฉพาะทางของผมเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ และผมไม่รู้อะไรเลยนอกจากว่า ผมเดินทางมาเพื่อเรียนต่อ มันเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผม เพราะผมต้องรับผิดชอบตัวเอง เอาชีวิตให้รอด เรียนให้จบ และผมไม่รู้เลยว่าผมจะทำได้หรือไม่

แต่มันก็แปลกดีนะ ที่ใครๆ ก็ตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อต่างประเทศ และผมก็ทำตามค่านิยมนั้น – โดยครั้งนั้นผมก็เดินทางไปผจญภัยด้วยกันกับคู่ของผม (ซึ่งคือภรรยาของผมในปัจจุบันนี้)

ผมก็รู้สึกสนุกท้าทายไปกับการเสี่ยงภัยใหม่ๆ และสร้างกรอบความคิดใหม่ๆให้กับว่าที่ภรรยาของผม ว่านี่คือการผจญภัยที่น่าสนุกท้าทายชีวิต และฝึกชีวิตให้คิดในมุมใหม่ๆ – เราเปิดอ้อมแขน รับสิ่งที่น่ากลัว ของความไม่รู้อะไรเลยเข้ามา, เราไม่รู้ว่าเราจะซุกหัวนอนกันที่ไหน(นอกจากจะจ่ายเงินค่า hostel อันแสนแพงไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็มีเงินจำกัดมาก) เราจะเดินทางไปทั่วเมืองได้อย่างไร เราจะใช้ชีวิตอย่างไร และสุดท้ายเราก็เอาชีวิตรอดมาได้ – เราเดินเท้ากว่า 2 สัปดาห์ จึงได้ห้องเช่าเล็กๆไว้ซุกหัวนอน ได้เปิดหูเปิดตา รู้เส้นทางทุกซอกซอยในชุมชนใกล้ๆกับที่พัก และชุมชนอื่นๆที่เราเดินหาที่พัก, เรารับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไหลไปกับมัน พร้อมๆกับ เปิดมุมมองใหม่ๆของชีวิต ที่เราได้ค้นพบ ตอนที่ความเปลี่ยนแปลงมาถึง

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มันเกิดขึ้นเรื่อยๆ กับชีวิตของผมเสมอ และผมไม่ยอมให้ความเปลี่ยนแปลงมันหยุดลงด้วย

  • ผมแต่งงาน มีชีวิตคู่ มีลูก มีครอบครัว – นั่นเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม และผมก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการมีครอบครัว
  • ผมทิ้งแบรนด์สินค้าของตัวเองที่ติดตลาด และไม่แยแสกับมันสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง ออกแบบสินค้าเอง ขายของด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับการตลาด และการขาย
  • ผมแพ๊คกระเป๋า เดินทางท่องเที่ยวกับ ลูกและภรรยา โดยไม่รู้เลย ไม่เตรียมตัวล่วงหน้าอะไรเลย เพื่อไปเผชิญ เปิดหูเปิดตา รับรู้เรื่องใหม่ๆ
  • ผมสมัครลงสอบปั่นจักรยานทางไกล มีเพียงแผนที่ จักรยานคู่ใจ เพื่อนนักปั่น และเงินติดกระเป๋าเพียงเล็กน้อย บนเส้นทางปั่นจักรยาน ถนนเล็กๆในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรบ้าง เผชิญกับอีกโลกหนึ่งที่เราไม่คุ้นเคย
  • อีกหลายๆอย่าง

นั่นเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น, แต่ผมได้เรียนรู้ที่จะสวมกอดความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาหาตัวเรา, เพื่อที่จะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ในความสามารถของตัวเอง ว่าจะเอาตัวรอดได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม, ผมไม่รู้สึกกลัวความเปลี่ยนแปลง(กลัวน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ) และผลจากการฝึกฝน ปรับเปลี่ยนมุมมองนี้ ผมก็สามารถที่จะท้าทายตัวเอง สร้างอะไรใหม่ๆ ทั้งๆที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผม

ผมได้เรียนรู้ว่า เมื่อเราอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรเลย เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น (ไม่รู้ว่า จะมีเรื่องอะไรร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นบ้าง) … และ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็จะไหลไปกับความเปลี่ยนแปลง, ความยืดหยุ่น นี่คือ เครื่องมือสำคัญ ที่เราสามารถพัฒนาขึ้นให้กับตัวเราได้, เมื่ออนาคตที่เราไม่รู้ และไม่มีอะไรแน่นอน ได้ส่งอะไรที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอ คาดหวังว่าจะเจอ มาอยู่บนเส้นทางของเรา เราก็จะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร้ความกลัว ไร้ความกังวล กลัดกลุ้ม ปวดร้าว และความโมโหโกรธา, เราตอบสนองด้วยความมีสมดุล มีเหตุมีผล สงบนิ่ง และมีความสุขสงบที่รู้ว่าอะไรต่างๆ จะผ่านไปได้ด้วยดี, และภายใต้ขั้นตอน กระบวนการที่จะเกิดขึ้น เราจะได้รับประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่สร้างความอัศจรรย์ ความสุข และสวยงาม