ตอนแรกกะว่าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการตั้งชื่อลูกซะหน่อย แต่ดันมาเจอเรื่องที่ตื่นเต้นกว่าครับ คือว่า คลอดแล้ว ได้เจอหน้าลูกแล้ว
วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 เป็นวันที่นัดไว้กับคุณหมอ เพื่อที่จะผ่าคลอดครับ ดังนั้นพวกเราก็ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 3 แล้วก็ดำเนินการในวันที่ 4 ตอนเช้า ตามเวลาที่นัดหมายเอาไว้ ความตื่นเต้นของการได้พบเจอหน้าลูกชายครั้งแรก มันก็เริ่มมาจากการนอนโรงพยาบาลนี่แหละ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดคลอด ช่วงเวลาที่ผ่าตัดคลอด (เพราะว่าผมได้เข้าไปดูตอนที่ท้องเป็นรูโบ๋ ใหญ่ๆ เลือดกระฉูดด้วย) และสุดท้ายก็ การที่ได้เห็นหน้าน้อง ได้เลี้ยงน้องกันจริงๆวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 พวกเราเดินทางออกจากปัตตานีเวลาประมาณบ่ายโมง เราขับรถกันมาเรื่อย มาถึงที่หาดใหญ่ แล้วก็แวะไปซื้อของที่เซ็นทรัล พยายามมองหาว่าขาดอะไรอีกรึเปล่า เพราะว่าจะไม่ได้มาซื้อของตามสถานที่ที่มีของครบแบบนี้อีกนาน (ไม่ได้หมายถึง เซ็ลทรัลมีของครบ แต่หมายถึง หาดใหญ่ มีของครบ เมื่อเทียบกับปัตตานี) สุดท้ายก็ได้ Car Seat มา อีกอัน เพราะคิดว่า อาจจะลำบาก เวลาที่ต้องพาลูกกลับบ้าน เพราะคุณแม่จะอุ้มลูกไม่ได้ เนื่องจากจะเจ็บแผลผ่าตัด

Car seat ที่ซื้อมา .. ราคา ก็ ไม่ถูกเอาซะเท่าไหร่เลย ทำยังไงได้ ไม่มีเวลาทำเอง..
หลัง จากที่เราซื้อของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่กัน พยาบาลก็เริ่มจากการซักประวัติคนไข้ การตรวจสุขภาพโดยทั่วไป ความดัน หรือ อะไรก็ตาม เสร็จเรียบร้อย ก็พาเราไปที่ห้องพักของโรงพยาบาล เราได้ห้องที่อยู่ชั้นแปดครับ เป็นหอผู้ป่วยในเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเด็ก หรือผู้ที่จะคลอดเท่านั้น บรรยากาศมันก็ดีนะ เห็นอะไรๆ ก็เป็นเด็กไปหมดเลย หลังจากนั้นคุณแม่ก็จะไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะถือว่าอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลครับ พยาบาลก็ให้เปลี่ยนเสื้อ ให้กินข้าว แล้วก็นอนหลับพักผ่อน เพื่อที่จะเตรียมตัวตื่นเช้า และทำภาระกิจสำหรับการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น คืนแรก ชินรัตน์ รุ่นน้องมหาลัย ก็แวะมาพร้อมกับแม่เค้า และก็กับข้าวสุดอร่อย .. คุณแม่ต้องทานเยอะๆ นะ … แล้วก็ แม่ของชินเค้าก็คุยใหญ่เลย คุยนู่นคุยนี่ สนุกสนนานกัน .. แบบว่า เป็นพระเอกมาเลย มาช่วยคุณพ่อยามหิว และทำตัวไม่ถูก.. เมื่อกินข้าวกันเสร็จ คุยกันเรียบร้อย ก็ทยอยกันกลับครับ (ขอบคุณ ชิน และคุณแม่ มากๆ ครับ สำหรับอาหารมื้อสำคัญ) ในคืนแรก พยาบาลก็เข้ามาเจาะเลือดคุณแม่ เพื่อเอาไปเป็นตัวอย่าง เผื่อเอาไว้ว่าถ้าคุณแม่เสียเลือดมากในการผ่าตัด ก็จะได้เตรียมเลือดเอาไว้ทดแทนได้ แล้วพยาบาลก็ยังคาเข็มเอาไว้ที่มือด้วย เป็นเข็มสายน้ำเกลือครับ คาเอาไว้อย่างนั้นแหละ พอผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นจะได้เอาสายน้ำเกลือเสียบไว้ได้เลย คืนนั้นพวกเรานอนกันไม่ค่อยจะหลับ ทั้งไม่คุ้นเคยที่ ไม่คุ้นเคยที่นอนอันแข็งกระด้าง (ที่นอนใยมะพร้าว สำหรับคุณแม่ และ โซฟา สำหรับคุณพ่อแบบผม) แต่คุณแม่ก็ยังยิ้มสู้ดีอยู่นะ

ดูสิ คุณแม่ยังยิ้มสู้ ทำท่าทาง แอ๊บแบ๊ว (เป็นภาษาสมัยช่วยปี 2550-2551 หมายความว่า ทำท่าทางให้ดูเหมือนเด็ก ไร้เดียงสา มองโลกในแง่ดี ยิ้ม ตาโต และทำแก้มป่อง) อยู่เลย

เค้าเอาสายน้ำเกลือมาเสียบติดข้อมูอเอาไว้แล้ว

ได้เวลาคุณแม่นอนพักผ่อน
วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ยังไม่ทันจะถึง ตี 4 เลย พยาบาลเข้ามาปลุกให้คุณแม่เตรียมตัวแล้ว เริ่มด้วยการโกนขน การสวนเพื่อการขับถ่ายเอาของเสียออกไปให้หมด แล้วก็ให้คุณแม่อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอีกรอบด้วยแชมพูพิเศษ ที่มีสารฆ่าเชื้อโรค

ก่อนคุณแม่ผ่าตัด ยังยิ้มได้
เมื่อเตรียมตัวกันเสร็จแล้ว ปรมาณตี 5 เราก็เดินทางจากชั้น 8 ห้องพัก ไปยังชั้น 3 ห้องคลอด และ ห้องผ่าตัด เจ้าหน้าที่เอาเตียงคนไข้มารับถึงห้องพัก แล้วก็เดินทางลงไปรอหมอที่ห้องผ่าตัด … ก่อนเข้าไปห้องผ่าตัด คุณแม่ก็ถามพยาบาลว่าให้ผมเข้าไปถ่ายรูปได้ด้วยหรือเปล่า เพราะว่าเมื่อคืนมีพยาบาลบอกเอาไว้ว่าสามารถเข้าไปได้ คุณพ่อจะได้เห็นลูกหลังจากที่ออกมาจากท้องแล้ว และพาลูกไปยังห้องรับรองเด็กแล้ว พยาบาลก็คุยนู่นคุยนี่กัน แล้วก็ตอบมาว่าเดี๋ยวคงจะต้องถามหมอดูก่อนว่าจะให้เข้าไปได้หรือเปล่า … ถึงตอนนี้ผมก็คิดว่า ไม่ได้เข้าไปก็ไม่เป็นไรหรอก จะบ้ารึไงเข้าไปดูเลือดกระฉูด เดี๋ยวแทนที่เค้าจะได้ดูแลคุณแม่และลูกอย่างเต้มที่ เค้าต้องมาดูแลคุณพ่อที่เป็นลมเพราะเห็นเลือดกระฉูด… และสุดท้ายทีมงานก็พาคุณแม่เข้าห้องเชือด เอ้ย ห้องผ่าตัด.. คุณพ่อก็นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัด เป็นมุมรับแขก มีทีวีให้ดูด้วย โอ้ว “Spider Man 3″ ทางช่อง HBO รอดแล้วเรา ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
ประมาณ 6 โมง Spider Man 3 ก็จบ (ตอนที่ดู ก็ปาเข้าไปตอนใกล้จบแล้ว) ผมเอากล้องถ่ายรูปออกมาเตรียมไว้ ตั้งค่าความไวแสงไว้ให้เกือบสูงที่สุด เพื่อที่จะไม่พลาดเวลาที่สำคัญ เนื่องมาจากปัญหาแสงไม่พอ แล้วก็ตั้งระบบการถ่ายเป็นแบบถ่ายต่อเนื่องด้วย
ไม่ ทันไรพยาบาลก็มาเรียกตัวผมเข้าไป ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดสีเขียวแบบคนที่เข้าห้องผ่าตัด ใส่หมวก ปิดหน้าปิดตา อึ๋ยๆๆ .. เข้าไปด่านแรก ก็เจอกับการวัดชีพจร สงสัยวัดเพื่อให้รู้ว่าคุณพ่อยังมีลมหายใจ ยังมีแรง ไม่ปอดแหกเป็นลมล้มไปเมื่อเห็นเลือด .. แล้วก็มีเอกสารให้เซ็นต์อีกหนึ่งอย่าง ผมก็ไม่อ่านมาก สงสัยว่าเป็นเอกสารที่บอกว่า “ถ้าเป็นลมล้มไป ถือว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของโรงพยาบาล ถือว่าซ่าส์ เข้ามาดูเอง” 55
เรียบ ร้อยแล้วครับ พร้อมแล้ว พยาบาลก็มาเรียกเข้าไปหน้าห้องผ่าตัด ถึงหน้าห้องผ่าตัด เป็นห้องที่มีกระจกบานใหญ่ มองเห็นว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ … เอาแล้ว… ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ หมอ และทีม กำลังจ้วงท้องคุณแม่ ผมแทบจะไม่มีสมาธินับว่ามีคนทั้งหมดกี่คน มีใครบ้าง ใครคือหมอผ่าตัดของเรา ใครคือใคร.. คุณแม่นอนอยู่บนเขียง ท้องเป็นรูใหญ่ๆ มีเครื่องมือวางเต็มไปหมด สีแดงๆ ในรูนั่น ใช่แล้ว เลือด อ๊ากกกก… ผมก็เริ่มหามุมมองใหม่ที่ทำให้ไม่เห็นเลือด ไม่เห็นแผล เอาพยาบาลมายืนบัง เอาหมอมายืนบัง .. เอ้อ ใช้ได้แล้วล่ะ ..
สงสัย พยาบาลเห็นว่าผมไม่เป็นไร ก็เลยเรียกเข้าไป (แต่จริงๆ แล้ว ตื่นเต้น ปอดแหก ทำอะไรไม่ถูกแล้วคร๊าบ 55) พยาบาลให้ผมเข้าไปนั่งที่ใกล้ๆ คุณแม่ ผมนั่งลง แป๊ะ.. คุณแม่มองเห้นหน้าผม แล้วก็ร้องว่า อ้าว.. เข้ามาได้ด้วย.. .. ครับ คุณแม่ยังรู้สึกตัวดีอยู่ ยังยิ้มแฉ่ง ไม่เป็นอะไรเลย ประมาณว่าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกว่าโดนจิ้มท้องทะลุ เลือดสาดกระจุยกระจาย .. “เป็นยังไงบ้าง” ผมถามไป.. เค้าก็บอกแนวๆ ว่า ไม่รู้สึกอะไรเลย ก็ดี .. ไม่ได้บอกว่ากลัวอะไรเลย ผมก็เลยได้ทีล่ะ ไหนๆ ก็ไม่เคยเห็นการผ่าตัดแล้ว ผมก็แอบๆ มองไปดูแผลบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูเต็มตานะ ยังไม่กล้าพอเหมือนกัน …
แต่ทุกๆ อย่างมันก็เร็วมากจริงๆ ครับ .. มันเกิดขึ้นเร็วมาก ผมนั่งยังไม่ถึง 2 นาทีหรอกมั๊ง เห็นคุณหมอทำท่าทางขมักเขม้น ดูแบบว่า ใช้แรงเยอะ แบบ ทั้งทีมเลย ผมก็เลยคุยกับคุณแม่ “เฮ้ย .. หมอทำอะไรกันอ่ะ ดูรุนแรง น่ากลัวจัง แล้วผมก็ทำท่าทางเลียนแบบหมอ” (ดูมันสิ เข้าไปป่วนจริงๆ นะเนี่ย 55) คุณแม่บอกว่า “พูดออกมาทำไม กลัวจะตายอยู่แล้ว” … อ้าว แล้วกัน นึกว่าสบาย เห็นยิ้มอยู่เลย .. ไม่ทันไร ไม่ทันไร..
เวลา 6 โมง 25 นาที ตามนาฬิกาของผมที่เทียบเวลาไว้กับนาฬิกาของช่อง 3 ตอนเช้า (รายการเรื่องเล่าเช้านี้) เราทั้ง 2 คนก็ได้ยินเสียง แอ๊ะ แอ๊ก .. เฮ้ย.. มันออกมาแล้วเว้ย…! อะไร จะเร็วขนาดนี้ แบบว่า หมอชำนาญมากๆ เลย ผมเข้าไปนั่งไม่นาน คุณแม่เข้าห้องคลอดไปได้ไม่นาน ออกมาแล้ว ?!?! หมอชูตัวเด็กขึ้นมา ให้ผมเห็นนิดๆ เห็นสายสะดือยาว เห็นเลือดติดเต็มไปหมด เลือดติดถุงมือหมอ ไหล หยด ติ๋งๆ .. สายสะดือยาวๆ กำลังถูกตัด และหนีบเอาไว้.. แล้วหมอก็ทำท่าทางเหมือนกำลังยัดไอ้นู่นไอ้นี่กลับเข้าไปในท้องคุณแม่ .. “มดลูกติดมือหมอออกมาด้วยหรอวะเนี่ย” (อะไรอย่างน๊าน แหละ) หยาบาลก็เรียกให้ผมไปถ่ายรูปได้แล้ว.. อึ๋ยๆ .. ทำใจดีสู้เสือ หลังจากที่เห็นเลือดเยอะๆ เต็มๆ ตา ทั้ง 2 ตา
และนี่ก็คือ ภาพชีวิตแรก ของสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเรา จากกล้อง Canon EOS40D พร้อมเลนส์ Canon EF 24-105 F4L IS ที่ ISO800 ครับ.. (โฆษณาให้ Canon โดยไม่คิดเงินนะเนี่ย
)





เห็นมั๊ย คุณแม่ยังยิ้มแฉ่งอยู่เลย
พอพยาบาลจัดการกับเด็กในห้อง ผ่าตัดเรียบร้อย ให้คุณแม่ได้ดูหน้าคุณลูกเรียบร้อย มองหน้ากัน ถ่ายรูปด้วยกัน ก็พาไปในห้องอีกห้องนึง เพื่อจัดการกับลูก ผมก็ลาคุณแม่ซะตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนจะออกจาห้องผ่าตัดก็ดันเหลือบมองไปดูที่พื้น เห็น อะไรสักอย่าง ถุงน้ำคร่ำ หรือว่ารก อะไรนี่แหละ หมอเค้าโยนใส่กล่องที่พื้น .. แหวะ อันใหญ่ๆ สีแดงๆ เลือดสาด .. จ๊าก.. อย่าไปสนใจ สนใจลูกดีกว่า .. พยาบาลก็ ฉีดวัคซีน ชั่งน้ำหนัก เข้าตู้ปรับอุณหภูมิ ดูดเอาน้ำมูก เอาน้ำนู่นนี่ออก เช็ดนู่นนี่ บันทึกข้อมูลต่างๆ และก็ให้ผมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ..
ลูกหนัก 2.895 กิโลกรัม มีขนเต็มตัวไปหมด (ภายหลังรู้ว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักจะมีขนเยอะ แต่จะหลุดไปเองเมื่อโตขึ้น) มีตุ่มๆ คล้ายๆ หูด หรือ ติ่งอะไรสักอย่าง อยู่ที่หน้าอก หน้าตา เหมือน.. อืม .. ลิง มั๊ง.. แล้วก็ ตัวเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก ไม่อ้วนมาก.. อะไรอีกหว่า .. อธิบายไม่ถูกครับ .. ดูรูปนะ..



เมื่อเสร็จแล้ว ถ่ายรูปจนพอใจ ผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ต่อดูอะไรอีก เพราะทีมแพทย์ก็จะต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง ต้องปรับอุณหภูมิลูกเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะอาบน้ำเตรียมตัว ส่วนคุณแม่ก็ต้องนอนให้หมอเอาตับไตใส้พุง ใส่กลับเข้าไปในท้อง แล้วก็เย็บแผลปิด.. ผมก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ก็เลย ขอตัวกลับไปห้องพักก่อนดีกว่า… ไปพักฟื้นจิตใจด้วย อิอิ.. แต่กลับไปถึงห้อง ก็ โทรฯ อย่างเดียวเลยครับ .. ประมาณ 7 โมง ชินก็แวะมาหา พร้อมกับ ข้าวเช้า.. เรายังไม่ทันจะได้กินข้าวกันเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ พยาบาล ก็พาคุณแม่มาส่งในห้องนอน .. โอ้โห เร็วจังแฮะ ไม่ทันไร ก็เรียบร้อยแล้ว.. พอมาส่งตัวเรียบร้อย เราก็เข้าไปคุยกับคุณแม่ ถามว่าเป็นไง คุยกันเสร็จ ก็ กินข้าวกันต่อครับ..

คุณแม่ถ่ายรูปคู่กับชิน.. ยังทำหน้าแหยๆ ยิ้มสู้ต่อไป
บันทึกงวดนี้ เอาแค่นี้ก่อนนะคร๊าบ
แวะเข้ามาแล้วอย่าลืมเขียน comment เอาไว้ให้ด้วยนะครับผม


เกิดใกล้กับหลานผมเลย หลานผมเกิด 21กรกฎา51 หลานผมลูกครึ่งครับ บ้านผมกรุงเทพ แต่พี่สะใภ้เป็นคนนครครับ แจ๋วปะหละ