หลังจากที่พยายามเขียนอะไรก็ได้ เขียนเกี่ยวกับตัวเอง พยายามให้ทุกๆ วันได้ พินิจ พิเคราะห์พิจารณาตัวเองในแต่ละวัน โดยกำหนดให้ Blog นี้ เป็นตัวผลักดันให้ผมต้องทำ, ผ่านมาได้ 1 สัปดาห์ ผมปล่อยให้ Blog ของผมไม่มีควาวมเคลื่อนไหวอยู่ 2 วัน ก็คือวันเสาร์อาทิตย์, พอเกิดการปล่อยว่าง 2 วัน ก็ทำให้ผมรู้สกอึดอัดใจ โกรธตัวเอง และก็พาให้ชีวิตหงุดหงิดไปตลอดเวลา ผ่านมา 3 วันที่ร้สึกตัวเองว่าไม่ได้เขียนอะไร ไม่ได้ศึกษาอะไร, วันนี้ขอเริ่มใหม่อีกครั้ง
พอดิบพอดีเลย ที่วันนี้ผมเกิดอยากจะเอาหนังสือ นิตยาสารที่สมัครเป็นสมาชิกไว้ขึ้นมาอ่าน ประมาณว่า เสียดาย สมัครสมาชิกแล้ว ไม่ได้อ่านซะที หนังสือมันก็หมายแล้วหลายเล่ม อ่านจบไปเพียงแค่ไม่กี่บทความเท่านั้นอง แถมที่สำคัญหนังสือมันเล่มบาง ไม่หนา และเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่ดีๆ มากมาย ก็เลยตัดสินใจว่าวันนี้จะอ่านให้จบหนึ่งเล่ม พรุ่งนี้อีก 1 เล่ม แล้วก็เมื่อรืนนี้อีก 1 เล่ม, วันนี้ก็เลยหยิบเล่มเกือบล่าสุดที่มีอยู่ในมือขึ้นมา, นิตยาสารเล่มนี้มีชื่อว่า Secret (เล่มวันที่ 10 มกราคม 2552)
เปิดไปเรื่อยๆ ก็เจอเลย บทความที่โดนใจ ชื่อบทความว่า “สมุดชีวิต : การเขียนเพื่อพัฒนาชีวิต และปลดปล่อยจิตวิญญาณ” บทความนี้เขียนโดย “ฐิติขวัญ เหลี่ยมศิริวัฒนา“ เค้าเขียนว่าอย่างไรบ้าง ผมจะอ่านแล้วลองสรุปออกมาในแบบที่ผมเข้าใจ ใส่ไข่ตามประสาของผม
เริ่มต้นที่ข้อดีของการเขียน, บทความนี้ชี้ประเด็นข้อดีของการเขียนขึ้นมา 3 อย่าง คือ 1 การเขียนสามารถรักษาโรคได้, 2 การเขียนมีผลระยะยาวต่อสุขภาพจิตใจ, 3 การเขียนส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต, ในแง่ของสุขภาพนี้ สรุปแล้วการเขียนจะช่วยในการลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ช่วยรักษาอารมณ์ความรู้สึกให้คงเส้นคงว่าขึ้น (เหมาะกับผมดี), ในแง่ของความสำเร็จในชีวิต จะเสมือนกับการฝึกการมีวินัยต่อตนเอง ไม่ให้เป็นคนจบจด (ซึ่งผมก็เป็นอีกล่ะ), มีการอ้างอิงถึงรายงานทางการแพทย์หัวข้อว่า “Emotional and Physical Health Benefits of Expressive Writing” ที่ไม่ระบุเจ้าของรายงานนี้ เกี่ยวกับข้อดีของการเขียนที่มีต่อการงาน (สามารถเอาชื่อรายงานไป search ใน Google จะพบผลลัพท์มากมาย เนื้อหาที่คาดว่าน่าจะใช่ต้นฉบับจริงๆ คือ Link นี้) สรุปสั้นๆ ว่าจะมีผลดีคือ ลดอัตราการขาดงาน, ผู้ที่ตกงานสามารถหางานใหม่ได้รวดเร็ว, เพิ่มทักษะทางกีฬา (ตรงไหนวะ), ผลการเรียนดีขึ้น, ปรับเปลี่ยนทักษะในการใช้ภาษาและการเข้าสังคม,
ต่อจากนั้นก็จะเป็นคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการเขียน, 8 ขั้นตอนสู่การเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ, 1.เตรียมอุปกรณ์, 2.อย่าเขียนเรื่องทั่วๆไป, 3.อย่าคิด อย่าใช้เหตุผล, 4.เขียนอย่างต่อเนื่อง, 5.ละการควบคุม, 6.ซื่อสัตย์ต่อตนเอง, 7.ตีให้หนักหน่วง, 8.อย่าคาดหวัง และอย่าตัดสินใจกับสิ่งที่คุณเขียน..
ผมสรุปเอาแบบผมก็คือว่า ให้เขียน ให้แบ่งเวลาสักนิด ตอนไหนก็ได้ เขียนซะ เขียนลงกระดาษ เขียนลงสมุด เขียนลง blog เขียนๆ ไปเถอะ, ใช้เวลาสัก 10-15 นาที หรือมากกว่านั้น (ยกตัวอย่างผมจะใช้เวลากับการเขียนประมาณ 30-60 นาที ต่อการเขียนหนึ่งครั้ง), แต่ให้เขียนไปตลอดเวลา 10-60 นาทีนั้นๆ ไม่ต้องหยุดไปทำอะไรอย่างอื่น อย่างมากก็เข้าห้องน้ำ กินน้ำ แล้วมาเขียนต่อ, ไม่ต้องคิดมาก รู้สึกอย่างไร อยากถ่ายทอดอะไรเขียนออกมาให้หมด, เขียนให้แรง ปล่อยตัวเองให้เต็มที่ อยากใช้ภาษาอย่างไร พูุดจาหยาบคายแค่ไหน วะ เว้น มึง กู เหี้_ แล้วแต่อยาก แค่นั้นแหละ.. ที่สำคัญคือ ให้เขียนเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องทั่วไป ไม่ใช่เขียนว่า วันนี้ กินอะไร วันนี้ไปไหน,, เน้นๆ เรื่องที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกสักหน่อย สิ่งที่เรากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ตอนนี้นี่แหละ เขียนมันลงไปซะ ถ้ายังไม่เลิกฟุ้งซ่านกับเรื่องๆ นั้น ก็เขียนไปนั่นแหละทุกๆ วัน จนเข้าใจมันเอง
เค้าบอกว่า การเขียนเป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่ง (โอเค ผมพอจะเข้าใจล่ะ) เดี๋ยวผมขอ quote ประโยคที่เค้าใช้ในบทความหน่อย
“การเขียนคือการเปลื้องผ้าตัวเอง กำลังตีแผ่ชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ในแบบที่อัตตาของคุณอยากจะแสดงออก แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง“, “การเขียนสอนให้เข้าถึงศักดิ์ศรีแห่งการซื่อสัตย์ต่อตนเองและการยอมรับความจริงได้ดีไม่ต่างกับการฝึกยอมรับชีวิตในปัจจุบันขณะตามหลัก ตถตา ซึ่งแปลว่า มันเป็นเช่นั้นเอง อันเป็นหนทางสื่อการปลดปล่อยอัตตาตัวตนทางพุทธศาสนา“, “การเขียนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาทำให้เข้าใจึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเกิดพุทธปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ“
จะเห็นได้ว่า ที่ผม Quote เอาไว้ อาจจะเป็นสิ่งที่น่าขัดใจนิดนึง ก็คือ จะเน้นหลักการทางศาสนาพุทธมากเกินไปหน่อย ผมไม่ชอบ ไม่อยากให้ความพยายามที่จะแนะนำแนวคิด แนวทางปฏิบัติดีๆ เกิดการแบ่งเขตทางศาสนาขึ้น, ถึงแม้เราจะบอกว่า ถ้าเค้าคนนั้น มีความประสงค์ที่แท้จริงในการแสวงหาสิ่งดีๆ เค้าก็น่าจะยอมรับแนวคิดบางอย่าง แล้วเอาไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ ….. แต่ในแง่ของผม ผมกำลังมองว่า น่าจะไม่บ่งบอกศาสนาเลยจะดีกว่า แต่ก็เป็นเรื่องของการตลาดนั่นแหละ นิตยาสารเล่มนี้คงจะเน้นผู้อ่านที่นับถือศาสนาพุทธซะส่วนใหญ่ (มั๊ง) … ตรงนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไงแฮะ แบบว่า อยากให้เป็น นิตยาสารเปิด ที่ไม่สร้างความรู้สึกอ้างอิงศาสนาน่ะ..
แต่ก็อีกแหละ ผมก็ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว นักเขียนบางคน สำหรับหนังสือเล่มนี้ อาจจะนับถือศาสนาคริสต์ หรือ อิสลามด้วยซ้ำไป
ย้อนกลับมาที่บทความอีกนิด เค้าบอกว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ลองเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับ ความฝัน, ความรู้สึก, ความอยาก, ความผิดหวัง, ความสำเร็จสมหวัง, ความเป็นไปในชีวิตและการเติบโตของคุณ, สิ่งที่ชอบและเกลียด
สุดท้ายนี้ขอฝากเกี่ยวกับนิตยาสารเล่มนี้ที่มีชื่อว่า Secret สักหน่อย, เป็นนิตยาสารที่พูดคุยเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การพัฒนาตัวเอง, ถ้าเราเคยอ่านหนังสือพวก ชีวจิต ก็จะเข้าใจดีว่ามันจะเป็นแนวที่มุ่งเน้นไปเรื่องแบบไหน, สำหรับ Secret ก็จะเน้นไปเรื่องที่เกี่ยวกับความคิด การฝึกจิตใจ อะไรทำนองนั้น, อยากให้ได้ลองอ่านกันนะครับ, ผมก็จะพยายามอ่าน แล้วก้เอาเรื่องดีๆ ที่ผมชอบมาเล่าสู่กันฟังทางเว็บไซต์ของผมนะ
แล้วก็อยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ ให้เขียน ถ้าเป็น Blog ด้วย ผมก็อยากจะตามไปอ่าน ใครมี Blog ไหนแนะนำ ช่วย comment เอาไว้ให้หน่อยนะครับ ผมอยากอ่านเรื่องราวชีวิตของคนอื่น ให้ชีวิตของคนอื่นเป็นต้นแบบ เป็นกรณีศึกษา เพื่อใช้ในการสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนานตัวเองต่อไปน่ะครับ

