2 January 2010หยุดปีใหม่นี้ สำนึกอะไรได้บ้าง

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองตกลงเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตใด และก็ดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุมแห่งความขี้เกียจที่ตกลงไปไม่ได้สักที เรื่องงานก็เรื่องหนึ่งแล้ว เรื่องครอบครัวก็อีกเรื่อง ผมเที่ยวบ่นว่าภรรยาไม่ช่วยสร้างกำลังใจในการทำงาน ไม่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ผมต่างหากที่กลับกลายเป็นคนที่ตายเนื่องจากคำบ่น ในขญะที่ภรรยาผม บ่นมากมายแค่ไหน ก็ยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลลูกได้ดี ผมมีเรื่องที่ต้องเดินทางเยอะ ทำหลายงาน พอกลับมาที่โรงงานก็ปะติดปะต่อชีวิตไม่ค่อยได้ ตามงานไม่ถูก และไม่ค่อยสนิทกับลูกนัก ไม่มีเวลาให้ลูกอย่างเต็มที่ …

ในช่วงเวลาปีใหม่ไม่กี่วันนี่แหละ ที่ทำให้ผมได้มีเวลาหยุดคิดบ้าง ว่ามีอะไรที่พลาดไปบ้าง มีอะไรที่ขาดหายไปจากชีวิตบ้าง ในช่วงเวลาที่ชีวิตขึ้นไปสูงสุด และต่ำสุด เราเป็นอย่างไรบ้าง ได้รู้อะไร ได้ศึกษาอะไร และได้บทเรียนชีวิตอะไรบ้าง ผมก็พอจะสรุปเรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัว ในช่วงเวลา 2-3 วันนี้ได้ดังนี้

1. ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับผม ที่จะแยกธุรกิจออกจากเรื่องส่วนตัว เรื่องชีวิตประจำวันได้ เพราะมันเป็นธุรกิจครอบครัว เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงครอบครัว คนทำงานคือ พ่อ แม่ พี่ และภรรยา

ถึงแม้ผมจะได้สิทธิอยู่บ้าง แต่ใช่ว่าการเป็นฝ่ายบริหารจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัวเลย มันต้องเป็นเหตุผล ต้องเป็นลำดับของการบังคับบัญชา และเป็นเรื่องการเมืองภายใน การทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่แค่อยากทำเพียงอย่างเดียว มันก็ยังเป็นไปตามลำดับของสายงาน และการสั่งการด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จ แต่การทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะทำให้งานเสร็จได้

ผมมักคิดเสมอว่า คนนั้นต้องทำอย่างนี้ให้ผม เพราะว่าผมเป็นคนในครอบครัว หรือว่า ต้องทำงาน ต้องดูแลงานให้ดี ถ้าธุรกิจดำเนินไปไม่ดี หมายถึงครอบครัวล่ม ไม่มีอนาคตต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เลย มันถูกแยกกันต่างหากอยู่แล้ว

2. ลูกและครอบครัวมาเป็นที่ 1

ในเวลาที่ทำงานหนักๆ ก็ลืมไปว่าที่เราทำงานแทบเป็นแทบตาย เพียงแค่ต้องการประโยชน์ทางตัวเงิน ตำแหน่งในสังคม เพื่อจะนำมาใช้ดูแลชีวิตลูกและครอบครัว ให้มีชีวิตที่ดี มีสุขในแบบที่เราต้องการจะให้มี จะให้เป็น

พอเวลาที่ครอบครัวหยุดชะงัก หมายถึงลูกขาดคนดูแลเพราะมัวออกไปทำงานหาเงินกันหมด ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับภรรยามันย่ำแย่เพราะความเครียดจากงาน ทับถมหลายวัน มันทำให้สถาบันครอบครัวเล็กๆ แทบจะขาดสะบั้นลง แล้วก็ต้องมาถามตัวเองว่า ที่เราทำๆอยู่ทุกวัน เราทำมันเพื่ออะไรกัน

สุดท้ายการที่บอกว่า ลูกและครอบครัวมาเป็นที่ 1 ก็คือการที่ให้เวลากับครอบครัว จัดการให้ครอบครัวเป็นไปตามทางที่ควรจะเป็นให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยคิดพัฒนาการงาน การเงิน หากมันย่ำแย่้ ก็ถอยกลับมายืนที่เดิมที่เคยเป็นบ้าง แล้วก็เริ่มใหม่

3. เรื่องของตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้

ผมเคยคิดว่า ในเรื่ิองที่ผมต้องรับผิดชอบ เรื่องที่ผมต้องเป็นผู้นำ จะมีคนเห็นความสำคัญและให้ความช่วยเหลือผลักดันให้มันเสร็จอยู่เสมอ แต่จริงๆแล้ว

มันไม่ใช่ ในเวลางานก็จะทำแบบให้เวลาผ่านไป พอหมดเวลางาน ตัวใครตัวมัน ครอบครัวคุณก็ของคุณดูแลเอาเอง งานไม่เสร็จมีปัญหาคุณรับเองฉันชิ่งก่อน เป็นอย่างนี้เสมอ

ชัดเจนว่า ของตัวเอง ต้องดูแลเอง ดูแลให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีโหดร้าย หรือสีขาว ของของเรา ก็ต้องดูแลเองเสมออยู่วันยังค่ำ

เรื่องตรงนี้ืทำให้ผมคิดว่าต้องรู้ให้รอบพอ ต้องเก่งมากพอ และบริหารตัวเองให้ดีด้วย สิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็จะสำเร็จอย่่างที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เท่าที่เราทำได้

4. ชีวิตคือการเดินทาง ไม่ใช่คำอธิบาย และไม่ใช่จุดหมาย ที่จะต้องไปยึดติด ยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป

เป็นปกติที่คนเราจะตั้งเป้าหมายของชีวิต บอกว่าตอนนี้ อายุเท่านี้ ต้องทำงานแบบนี้ ต้องมีตำแหน่งแบบนี้ ต้องได้รับเงินเดือนเท่านี้ ต้องมีรถแบบนี้ขับ มีครอบครัวแบบนี้ ลูกต้องเรียนโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ เราคิดเอาไว้มากมาย อธิบายชีวิตที่เราต้องการเอาไว้ในหัว เราสร้างเป้าหมายที่เราต้องการเอาไว้ และก็พยายามแทบตายที่จะให้ได้มันมา พอได้มาแล้วก็อยากให้ได้ดีกว่าเดิม ยึดมั่นถือมั่นว่าเราต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ลืมไปว่าเราเคยแย่กว่านี้มาก่อน และเราก็อยู่กับมันได้

ตอนนี้ผมทำงานเป็นฝ่ายบริหาร มีรถขับ มีบ้านอยู่ มีเงินเดือนที่มากกว่าหลายๆคน แต่ผมกลับบ่นว่ามันยังไม่ใช่ มันยังไม่พอ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมันไม่ได้แน่ มันแย่แน่ เราอยู่ต่อไม่ได้แน่ๆ แต่ผมกลับลืมไปว่า ผมเคยทำงานร้านอาหาร เป็นพนักงานในห้องครัว ใส่เสื้อผ้าสกปรกที่จะเปื้อนเท่าไหร่ก็ได้ ได้เงินพอที่จะอยู่กินไปในแต่ละเดือน ขอเศษไก่ต้มกลับบ้านกิน เดินเท้าไปทำงานเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เคยมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 2-3 พันบาท ก็กินอยู่ได้โดยไม่ขัดสนนัก อาจจะผอมแห้่งมากๆ แต่ก็ยังมีชีวิตรอดอยู่

แต่ตอนนี้กลับบ่นว่า จะให้ไปเป็นแบบเก่า ไม่เอาแล้ว ทั้งๆที่แบบเก่าเราก็อยู่ได้ เราก็มีชีวิต เราก็มีความสุข.. เข้าใจได้เลยว่า ผมก็ยึดติดกับคำอธิบายชีวิตที่ดี มีความสุขของตัวเองมากเกินไป มากเกินจนบางครั้งไปเบียดเบียนคนอื่นที่จะได้มา ไปเบียดเบียนเวลาที่จะให้ครอบครัว ฯลฯ

6. ชีวิตไม่มีอะไรที่แน่นอน

ทุกวันนี้ธุรกิจยังคงดำเนินอยู่ได้ เพราะมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ ชีวิตมีความสุขในแต่ละวันได้ เพราะสมาชิกแต่ละคนก็ยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ และเห็นมาบ่อยเกินไปแล้ว

ผมเคยเห็นไฟไหม้โรงงาน ผมเคยเห็นญาติผู้ใหญ่ไม่สบายป่วนหลายวัน และวันนี้ 1 มกราคม ที่เตรียมตัวจะไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่ต่างจังหวัด กลับต้องมานอนเฝ้าลูกชายที่ป่วยอาหารเป็นพิษอยู่ที่โรงพยาบาล

อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าต้องการให้สิ่งต่างๆมันคงอยู่ได้ดี โดยไม่ระส่ำระส่าย ก็ต้องเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีตลอดเวลา และเมื่อการเตรียมตัว พบกับโอกาสที่เกิดขึ้น สิ่งที่เลวร้าย ก็จะไม่เลวร้ายหนักหนาจนเกินไป

ผมเก็บเงินเก่ง พอลูกเข้าโรงพยาบาล ผมก็มีเงินจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ โดยที่ไม่ลำบากคนอื่น ผมโชคดี, ผมเดินทางบ่อย ผมรู้ว่าต้องเอาอะไรใส่กระเป๋าบ้าง ผมต้องค้างผิดที่ ผิดเวลา ผมก็มีของที่จำเป็นอยู่ในกระเป๋าแล้ว ผมโชคดี, ภรรยาบ่นเรื่องชีวิต บ่นสงสารลูก ผมอ่านหนังสือสอนใจ เอาไว้พูดคุยปลอบใจภรรยามาก่อนแล้ว ผมโชคดี..

ผมคงจะไม่มีอะไรส่งท้ายมากมายสำหรับบันทึกนี้ นี่คือสิ่งที่ผุดออกมาจากหัวทั้งหมด ในวันที่เขียนนี้ มันเป็นบทสรุปบทเรียนชีวิตที่ดีสำหรับผม และคาดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างความคิด ที่อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นด้วยเหมือนกันครับ

หากมีความคิดเห็นอย่างไร อย่าได้เก็บเอาไว้ แสดงความคิดเห็นมาได้เลยครับ


Tags: , , ,
มีคนชมทั้งหมด 283 ครั้ง
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (2 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

4 Responses to “หยุดปีใหม่นี้ สำนึกอะไรได้บ้าง”

  1. Acrobet says:

    สิ่งที่พี่ได้นำมาเล่าสู่กันฟัง ผมถือว่ามันมีค่ามาก เพราะผมคิดว่า สักวันปัญหาที่เกิดกับพี่มันก็ต้องเกิดกับผม
    ในหลายๆมุมมอง ผมมองเหมือนพี่ ผมเสพงานมากกว่าครอบครัว (พ่อแม่พี่น้อง)ผมคิดว่า เมื่อถึงเวลาผมต้องมีนู่นมีนี้แต่สุดท้ายมันไม่เคยเป็นอย่างคิด แต่พอเวลานั้น มีแต่ครอบครัวที่อยู่กับผมตลอดเวลาที่ผมเจ็บ

    สิ่งที่พี่ถ่ายทอดให้ ผมขออนุญาตนำมาเป็นบทเรียนที่มีค่าในการปรับใช้ครับ

    ปล.ขอให้ลูกพี่หายไวๆนะครับ

  2. มีสติเป็นที่พึ่ง says:

    กองทัพ ประกอบด้วย หลายส่วน แม่ทัพ ลูกน้อง ศิลปะการครองใจ กำลังของกองทัพ กองกำลังสนับสนุน เสบียง วินัย ระเบียบ การประสานงาน ดุจ วงดนตรี มีจังหวะ มีหนัก มีเบา
    มีแบบแผน ยุทธวิธีการรบ ไม่เปิดแนวรบหลายด้าน รบให้มีชัยในแต่ละศึก ทีละด้าน แล้ว วางกำลังตั้งมั่น ป้องกันการเสีย สมรภูมิ

    ตั้งสติ มีสัจจะ ไม่ทำงานมากเกิน ทำตามกำลัง เพิ่มทีละน้อย ทำเพื่อให้หมดภาระ หรือจะทำเพื่อเพิ่มภาระ

    ตั้งใจ ทำภาระทั้งหมดให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ (ภาระในการครองเรือน หน้าที่ความเป็นพ่อ เป็นสามี เป็นลูกกตัญญู เป็นเจ้านายคน ฯลฯ ) วางทั้งดี วางทั้งเลว จิตมีอุเบกขา สงบ ก่อนที่จะพบ ความจริงที่ไม่มีใคร หนีพ้น จะเอาอะไรกับ ชีวิตที่แสนสั้น นักหนา เวลา ก็เหลือน้อยลงทุกที สุดท้าย ปลายทางแห่งชีวิต มีแต่ความว่างเปล่า เถ้าธุลีดิน

Leave a Reply

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes