คำแนะนำสำหรับน้องๆ เลือกเส้นทางของตัวเอง

ทุกๆคนคงจะคุ้นกันดีกับคำถามที่ว่า “โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร” – เราจะถูกถามบ่อยขึ้น เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงวัยที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เช่น “เราจะเรียนอะไร”, “เรียนจบแล้วจะไปไหน”, “เรียนจบแล้วจะทำงานอะไร”, “เรียนจบแล้วจะไปอยู่ที่ไหน” ฯลฯ – วัยรุ่นทุกคนมักจะถูกคุณครู หรือผู้ปกครอง เร่งให้ตอบคำถามเหล่านี้ เร็วๆนี้ เดี๋ยวนี้

วัยรุ่นหลายๆคน คงจะเข้าใจดีว่าเมื่อไหร่ที่ถูกกดดันให้หาคำตอบในเรื่องแบบนั้น มันสร้างความเครียดได้มากเลยทีเดียว หลายคนก็คงจะคิดได้ว่า ถ้าตัดสินใจผิด อาจจะทำลายชีวิตทั้งชีวิตเลยก็ได้ หรือแม้แต่เลือกทำสิ่งที่รักหรือสิ่งที่ชอบ เลือกทำตามเสียงหัวใจ ก็ไม่อาจจะหาอะไรที่ทำให้มั่นใจได้เลย ว่าเมื่อถึงตอนที่ทำงานนั้นจริงๆ เราอาจจะไม่มีความสุขกับมันเลยก็ได้

ในฐานะที่ผมเป็นรุ่นพี่ของใครหลายๆคน เป็นอาจารย์ของลูกศิษย์หลายๆรุ่น เป็นรุ่นน้องของคุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ผมได้ตอบคำถามแบบนี้ไปหลายต่อหลายครั้ง ให้คำตอบในหลายรูปแบบ เพื่อหว่านล้อมให้เข้าใจในจุดยืนง่ายๆของผมดังนี้

.

ไม่มีใครที่ไหนหรอก ที่จะล่วงรู้อนาคต – ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ มากกว่าไสยศาสตร์ ผมไม่เชื่อเรื่องความสามารถในการทำนายอนาคต อย่าเอาเรื่องผู้มีญาณวิเศษมาคุยกับผมนะ – ไม่ว่าเราจะฝัน หรือ วางแผนอนาคตกันไว้อย่างไร ก็ไม่มีทางหรอกที่เราจะเดินตามเส้นทางที่วางเอาไว้ได้เป๊ะๆ คิดจะเป็นหมอ เป็นนักกฏหมาย นักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เส้นทางเราไม่เป็นไปตามนั้นทั้งหมดซะทีเดียว – แม้ว่าบางคนจะสามารถดำเนินชีวิตไปตามที่คาดหวังได้ แต่เราไม่มีวันจะรู้หรอกว่า เราจะเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นหรือไม่, และยังมีอีกหลายสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ เปลี่ยนโอกาสของเราได้ หรือเปลี่ยนโลก, สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษา งานในบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Google, Amazon หรือ Twitter ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำไป, หรืออย่างการที่ผมได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างที่เป็นอยู่นี้ ผมก็ไม่เคยคิดหวังว่าจะทำอาชีพนี้ด้วยซ้ำไป

อย่างที่ทุกคนรู้กัน เราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้ แล้วเราจะทำอะไรกัน – ก็อย่าไปจดจ่อกับอนาคต, จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีกว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ ทำให้ดี และผลมันก็จะออกมาดีเอง ไม่ว่าอนาคตจะนำพาอะไรมาสู่ชีวิตเราก็ตาม – สร้างสิ่งของ ผลิตสินค้า เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ออกไปท่องเที่ยวดูโลกกว้าง หรือว่าทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่, สิ่งเหล่านี้ จะมีประโยชน์ในอนาคตในวันใดวันหนึ่ง

.

เรียนรู้ที่จะอยู่กับความลำบากให้เป็น – ทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้และพัฒนากันได้ คือ ความสามารถในการยอมรับความรู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ ภายใต้ความลำบากยากเย็น และสามารถดำเนินชีวิตได้ภายใต้สภาวะแบบนั้น, ไม่มีทางที่ชีวิตเราจะพบเจอเรื่องดีๆได้อย่างง่ายดาย ของดีๆมักจะมาพร้อมกับความลำบาก และถ้าเราหลีกเลี่ยงความลำบากพวกนั้น เราจะพลาดสิ่งดีๆโอกาสดีๆที่จะเข้ามาสู่ชีวิตเราไปตลอดกาล เราจะใช้ชีวิตแบบห่วงแต่ความสบายและความปลอดภัยเพียงเท่านั้นเอง

การเรียนรู้ เป็นเรื่องยาก, การสร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องยาก, เขียนหนังสือเป็นเรื่องยาก, การแต่งงานเป็นเรื่องยาก, การแข่งขันปั่นจักรยานทางไกล 200-300 กม เป็นเรื่องยาก – ทุกๆอย่างนี้ เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์จริงๆ

ถ้าเราอยู่เป็น (ทำได้ดีในสภาพที่ไม่สบายตัวไม่สบายใจ) เราทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น, เราสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ ซึ่งโดยปกติเราจะไม่สามารถทำได้เลยถ้าหากเรากลัวความลำบาก ความไม่แน่นอน และความเสี่ยง เพราะว่าการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น จะมีแต่ความยากลำบาก ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงที่จะเจ๊ง

เราจะเรียนรู้จะพัฒนาทักษะนี้ได้อย่างไรนั่นหรือ ก็ลงมือทำเสียตั้งแต่ตอนนี้สิ ทำเรื่องที่ยากลำบาก ทำเรื่องที่เราไม่เคยรู้สึกสบายใจที่อยากจะทำมันเลย แต่จงทำด้วยจุดประสงค์ที่ถูกต้อง ตั้งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ให้เริ่มต้นทำทีละนิด ช้าๆ, ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย เป็นต้น คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ก็ให้ลองทำทีละนิด แม้มันจะยากเย็นสำหรับคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกายเลย ก็ให้เริ่มทำเพียงไม่กี่นาทีก็ได้ แล้วค่อยๆเพิ่มเวลาออกกำลังกายขึ้นไปทีละ 5-10 นาที เป็นต้น,​ ลองเขียน Blog หรือว่า นั่งสมาธิ ทุกๆวันก็ได้, เมื่อเรารู้สึกตัวว่า เราพยายามหลีกเลี่ยงมันเพราะความลำบาก เพราะความรู้สึกไม่สบายใจ ให้เราผลักดันตัวเองเพิ่มขึ้นสักนิดหนึ่ง (แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขของความมีเหตุผล และภายใต้ความปลอดภัยต่อชีวิต)

.

เรียนรู้ที่จะทำให้ดีในสภาวะที่ไม่แน่นอน – ความสามารถที่จะทำงานให้บรรลุผลสำเร็จภายใต้ความแปรปรวน ความไม่แน่นอนต่างๆ คือทักษะที่เรากำลังพูดถึง, เริ่มต้นธุรกิจ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องที่น่าทดลอง … แต่ถ้าหากเรากลัวความไม่แน่นอน เราจะข้ามการทดลองทำธุรกิจ, ถ้าเราจินตนาการผลลัพท์ของความไม่แน่นอนเอาไว้ล่วงหน้า เราจะมองเห็นปัญหาเป็นสิ่งแรก และเราจะหลีกเลี่ยงโครงการใหญ่ๆ ธุรกิจ หรือโอกาสสำคัญของชีวิตทันที

แต่ ถ้าเรา โอเค ที่จะไม่จินตนาการ ไม่สนใจว่าเราจะเจออะไรที่แย่ๆบ้าง เราจะเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ ในทันที

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความไม่แน่นอน

.

ถ้าหากเราเก่งใน 2 เรื่อง ที่ได้พูดเอาไว้ข้างต้น – ทำได้ดีที่สุดภายใต้ความลำบาก และทำได้ดีในสภาวะที่ไม่แน่นอน – ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราน่าจะทำได้ทั้งนั้น, ไม่ว่าจะเป็น แบกเป้ใบเดียว ท่องเที่ยวไปทั่วโลก เขียน blog และใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วยเงินที่หามาได้เพียงเล็กน้อย, เขียนหนังสือในเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าจะน่าสนใจแต่ขายดีเทน้ำเทท่า, เริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ, ใช้ชีวิตในต่างประเทศไปพร้อมๆกับสอนภาษาไทย, เรียนรู้ที่จะเขียนโปรแกรมและขายโปรแกรมของตัวเอง, เขียนแมกกาซีนออนไลน์ที่ให้ทุกๆคนเข้ามาอ่านได้ฟรี, และอื่นๆอีกมากมาย – ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันเจ๋งเป้งไปเลยใช่ไหม แต่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ภายใต้ความลำบาก และความไม่แน่นอนนะ เข้าใจนะ

ถ้าโอกาสที่จะให้เราได้พบเจอกับเรื่องเจ๋งๆ ได้ทำเรื่องสนุกๆ ได้เพิ่มเติมประสบการณ์แบบพิเศษ เข้ามาสู่ชีวิตเรา เราก็พร้อมแล้วนะ ถ้าเราได้ฝึกทักษะทั้ง 2 อย่างที่เราได้พูดถึงกัน

.

เอาชนะสิ่งรบกวน และเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง – อันที่พูดมาก่อนหน้านี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะจักรวาลแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก สิ่งรบกวน สิ่งต่างๆที่ทำให้เราไขว้เขว และการผลัดวันประกันพรุ่ง, เราอาจจะคว้าโอกาสอะไรดีๆเข้ามาอยู่ในมือเพราะว่าเราทำได้ดีในสภาวะที่ลำบากและไม่แน่นอน แต่เราไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรจากโอกาสที่เราไขว่คว้ามาได้หากเรามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่อง talk of the town ที่คุยกันมากบนโลกออนไลน์ หรือว่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูทีวีรายการโปรด

ถ้ามองกันง่ายๆ สิ่งรบกวนและการผลัดวันประกันพรุ่ง มันก็แค่วิธีการหลบหลีกความไม่สบายตัวไม่สบายใจ, ถ้าหากเราสามารถพุ่งชนกับงานในสถานการณ์ที่ลำบากยากเย็นได้ดี เราก็ถือว่านำหน้าคนอื่นๆอยู่หลายก้าวแล้ว

.

เรียนรู้ที่จะสังเกตุจิตใจตัวเอง – คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่า ความกลัวกำลังครอบงำจิตใจตัวเองอยู่ (read more), พวกเขาไม่รู้ตัวหรอก เวลาที่พวกเขาวิ่งเข้าใส่สิ่งรบกวน, พวกเขาพยายามหาข้ออ้าง หาเหตุผลต่างๆนานา ที่จะลงมือทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ, มันเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยของจิตใจ เพราะเราก็ไม่เคยจะมองเห็นหรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในหัวของเรา

เราต้องเรียนรู้ ว่า จิตใจของเรา ความคิดของเรา มันทำงานอย่างไร – ทำไมเราคิดอย่างนี้ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะความกลัว เพราะความกล้า เพราะความรู้สึกท้าทาย เพราะความรัก เพราะความโกรธ และสิ่งเหล่านี้ มันกระตุ้นให้เอนไซน์ตัวไหนหลั่งเข้าสู่สมอง –  เราจะดีขึ้นมาก เก่งขึ้นมาก ถ้าเรารู้เรื่องพวกนี้ แนวทางที่ทำได้ อาจเป็นการฝึกสมาธิ การเขียนไดอารี เป็นต้น, ด้วยการฝึกสมาธิ เราจะมองเห็นความคิดของเรา กระโดดโลดเต้นไปมา วิ่งจากความรู้สึกลำบากใจ ไปสู่การหาเหตุผล, การเขียนไดอารี เราจะผลักดันตัวเอง ให้สะท้อนความคิด สะท้อนชีวิตของเรา สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น ออกมาเป็นตัวอักษร ทั้ง 2 วิธีข้างต้น เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้เราเติบโตขึ้น ผมแนะนำให้วัยรุ่นทุกคนฝึกหัดกันนะ

.

หาเงินก้อนเล็กๆ – ผมไม่ได้หมายความว่า เงินคือสิ่งที่สำคัญมากมาย แต่ การหาเงิน เป็นเรื่องยาก เราต้องพยายามทำให้ใครสักคนหนึ่ง เชื่อใจเรามากพอที่จะจ้างเรา ซื้อสินค้าหรือบริการของเรา นั่นหมายถึง เราจะต้องคิดหาทางให้ได้ว่า เรามีคุณค่าตรงไหนที่ใครสักคนหนึ่งจะเชื่อใจเรา เราจะต้องเป็นคนที่มีคุณค่า และเราจะต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารเรื่องคุณค่าในตัวเอง(หรือในสินค้าที่เราผลิตได้) ออกไปให้คนอื่นรับรู้, ไม่ว่าเราจะขายคุกกี้แบบเคาะประตูขายตามบ้าน, ขาย app สำหรับ iphone, หรือแม้แต่สมัครเข้าทำงานใดงานหนึ่ง เราก็ต้องทำให้เขาเชื่อในตัวเรา

และเราจะเก่งขึ้นเมื่อเราฝึกฝน

ผมเคยทำงานเป็นเด็กเฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต, เคยเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นผู้ช่วยกุ๊กในร้านอาหาร, เคยแปลเอกสาร และอื่นๆ ทั้งหมดนี้ เป็นงานที่ผมทำระหว่างเรียน และนั่นเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆเลยสำหรับผม

เพื่อความเป็นโปรยิ่งขึ้นไปอีก : นำเงินที่ได้จากการทำงานนั้น ไม่เก็บสะสมไว้ ด้วยการซื้อกองทุนอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วมองดูมันเติบโตขึ้นทีละนิดไปตลอดชีวิตเรา

.

สร้างอะไรก็ได้ เล็กๆ – หลายคนเอาเวลาอันมีค่า ไปทิ้งกับการทำอะไรที่ไร้ค่าอย่าการดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านข่าวของเพื่อนๆทางโลกออนไลน์, ถ้าเราใช้ชีวิตของเราไปแบบนั้นเป็นปี เราจะไม่มีอะไรเลย เราจะไม่เห็นผลงานอะไรของเราเลย, แต่ถ้าหากเราทำอะไรบางอย่าง เราร่างภาพทุกวัน เราเริ่มต้นงานเขียนของเราวันละนิด เขียนโปรแกรมสำหรับ iphone วันละนิด หรือว่า เริ่มต้นทำธุรกิจขายคุกกี้ … เมื่อท้ายที่สุดของปีนั้นๆ เราจะมีอะไรบางอย่างที่มีความหมายสำหรับตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในมุมมองของคนอื่นก็ตาม – อย่าได้เอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น – แต่สิ่งเล็กๆที่เราสร้างขึ้นมานั้น มันทำให้เราพูดกับตัวเอง ชี้ให้ตัวเองเห็นได้ว่า เราสร้างมันมาเองกับมือ และหลายๆคนไม่สามารถทำมันได้ (เพราะพวกเขามัวแต่เสียเวลาดูทีวี เสริมสวย เล่นเน็ตไปวันๆ)

เริ่มต้นเล็กๆ, และค่อยๆสร้างมันขึ้นมา ทุกๆวันถ้าเป็นไปได้ มันเหมือนกับ ลงทุนในกองทุนอะไรสักอย่าง และมันก็ค่อยๆเติบโตขึ้นทุกๆวัน เติบโตไปตามเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ

.

ทำตัวเองให้เป็นคนที่น่าไว้ใจ – เมื่อใครสักคนหนึ่ง จะจ้างคนที่มีอายุน้อย ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนายจ้าง คือ คนที่ยังมีอายุไม่มาก มักจะเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจอะไรเลย เด็กๆมักจะมาทำงานสายและหาเหตุผลมาโกหกหลอกนายจ้างไปวันๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามที่นัดหมายเวลาเอาไว้, ในขณะที่คนอื่นที่พยายามทำแต่เรื่องดีๆทุกๆวัน ทำอย่างนั้นเป็นปีๆ คนๆนั้น จะเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจได้มากกว่า – ลองเรียนรู้ที่จะมาทำงานตามเวลา (เข้าห้องเรียนตามเวลา) ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในทุกๆงาน เป็นคนซื้อสัตย์รักษาคำพูด ยอมรับความผิดพลาดและก็พยายามแก้ไขมัน พยายามสุดความสามารถเพื่อที่จะส่งงานได้ตามเวลาที่กำหนด พยายามเป็นคนดีของสังคม

ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้, เราจะสามารถสร้างความน่าไว้วางใจในตัวเราเองได้ คนอื่นๆ จะแนะนำตัวเราให้แก่คนอื่นๆต่อไปอีก และนั่นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เราจะได้งานดีๆ หรือว่าได้รับเงินลงทุนในธุรกิจที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา

.

เตรียมพร้อมสำหรับทุกๆโอกาส – ถ้าเราทำได้ทุกๆอย่างในที่กล่าวมาข้างต้น หรือทำได้เกือบทุกอย่าง, เราจะกลายเป็นคนน่ามหัศจรรย์เลย, เราจะก้าวนำล้ำหน้าคนอื่นๆที่มีอายุไล่เลี่ยกันไปหลายๆก้าวเลยทีเดียว – โอกาสต่างๆ จะวิ่งผ่านหน้าเรา ถ้าเราเปิดตาดูรับรู้มันตลอดเวลา โอกาสได้งาน โอกาสที่จะสร้างอะไรยิ่งใหญ่ร่วมกับใครคนหนึ่ง ไอเดียที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง สิ่งใหม่ๆที่จะได้เรียนรู้และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นธุรกิจ หรือว่าโอกาสที่จะส่งบทละครของเราให้ผู้กำกับได้พิจารณา

โอกาสดีๆสามารถผ่านเข้ามาในชีวิตได้เสมอ และเราเองต้องพร้อมที่จะคว้ามันให้เข้ามาอยู่กับตัวเรา – รับความเสี่ยงเข้ามา นั่นเป็นจุดแข็งของการที่เรายังเป็นวัยรุ่น เรารับความเสี่ยงได้มากกว่าคนแก่ – และถ้าหากโอกาสดีๆไม่วิ่งมาหาเราเลย เราก็สร้างโอกาสของเราเองซะเลยสิ

.

สุดท้าย : แนวความคิดสำคัญของเรื่องที่บอกเล่าไว้ตรงนี้ คือ เราไม่สามารถรู้ตอบคำถามได้ทันทีหรอกนะ ว่าเราจะเอายังไงกับชีวิตเรา เพราะเราไม่มีทางรู้หรอก ว่าเราโตขึ้น เราจะมีนิสัยแบบไหน เราจะกลายเป็นคนแบบไหน เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เราไม่มีทางรู้แน่ชัดหรอกว่าเราคลั่งไคล้ในเรื่องไหน ใครที่เราจะได้พบเจอ โอกาสแบบไหนที่จะเข้ามาหาตัวเรา หรือแม้แต่โลกจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต – แต่เรารู้เรื่องนี้ “ถ้าเราเตรียมตัวมาดี เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ”

เราเตรียมตัวเองได้ โดยการเรียนรู้ความคิดของเราเอง ทำตัวให้เป็นคนที่น่าเชื่อถือน่าไว้วางใจ เรียนรู้ที่จะสร้างของเจ๋งๆให้กับตัวเอง เอาชนะนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง เอาชนะความยากลำบาก และอยู่ให้เป็นภายใต้ความไม่แน่นอน

เราอาจจะเอาเรื่องที่คุยกันข้างบน ทิ้งไปให้หมดเลยก็ได้ นั่นก็เป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่เราจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กรอบของความสะดวกสบาย ภายใต้ความปลอดภัยเหมือนไข่ในหิน และชีวิตเราจะน่าเบื่อเสียเหลือเกิน – หรือว่า เราจะเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้เลยล่ะ และลองดูว่าเราจะได้เจออะไรดีๆกับชีวิตของเรา

ท้ายที่สุดเลย – เราจะทำยังไง หากพ่อแม่ คุณครู กดดันให้เราตอบคำถาม “เราจะทำอะไรในอนาคต” – บอกพวกเขาไปเลยนะ เราจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เราจะสร้างธุรกิจของตัวเอง เราจะครองโลก – และถ้าเราเตรียมตัวเราเอาไว้สำหรับเรื่องแบบนี้ เราก็พร้อมแล้ว สำหรับทุกๆอาชีพ