ครอบครัวอ่านออกเสียง

ยุคนี้เป็นยุคที่เด็กๆ สามารถเข้าถึงความบันเทิงได้เพียงแค่นิ้วมือกดปุ่ม ความสนุกสนาน ความบันเทิง การผ่อนคลายจากความเบื่อ ไม่มีอะไรทำของเด็กๆ ทำได้ง่ายมากกว่าสมัยก่อน สำหรับเราผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกที่ไม่มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้คงมองเห็นอะไรที่ดูไม่ค่อยจะถูกต้องที่มากับความสะดวกเหล่านี้ เราต่างก็เห็นว่า การห้ามไม่ให้ดูทีวี ไม่ให้เล่นเกมส์ ไม่ใช่การลงมือทำเพียงอย่างเดียวที่แก้ไขปัญหาได้ แล้วเราจะทำอะไรอย่างอื่นได้อีกไหมล่ะ ?

ผมได้ทดลองจำกัดเวลาหน้าจอของเด็กๆ จำกัดเวลาดูทีวี จำกัดเวลาเล่นเกมส์ในคอมพิวเตอร์ หรือในโทรศัพท์มือถือ ทำเพียงแค่นี้ กลับได้ผลลัพท์ที่ไม่ค่อยดีมากนัก เด็กยังคงมีปัญหาเบื่อ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไม่สามารถคิดได้ว่า จะทำอะไรดีให้รู้สึกสนุก ไม่เบื่อหน่าย และถ้าหากไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเด็กๆ ไม่ได้ดูแลแบบที่เห็นหน้าพูดคุยกันได้ เด็กๆ ก็จะตัดสินใจ เล่นเกมส์ หรือ ดูทีวี ไม่ว่าจะทำให้เห็นต่อหน้า แอบทำ หรือว่าวิ่งไปขอคุณปู่คุณย่า เล่นเกมส์ในห้องคุณปู่คุณย่า หรือไปเล่นเกมส์บ้านเพื่อน

ผมไม่ได้ห้าม ไม่ห้ามการเล่นเกมส์ ไม่ได้ห้ามการดูทีวี แต่ก็อยากให้ลูกๆ ของผม รู้จักกับการทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง มีกิจกรรมที่หลากหลาย ช่วยให้เขาได้ความบันเทิง และได้ทั้งประโยชน์

อยู่ดีๆ ผมก็คิดอยากจะให้ลูกๆ ของผม มีกิจกรรมยามว่าง เป็นการอ่านหนังสือ พวกเราต่างรู้กันอยู่แล้วว่าการอ่านหนังสือนั้นได้ประโยชน์มากมาย – เอาล่ะ ตัดสินใจแล้ว – แต่จะทำอย่างไรล่ะ ให้เด็กๆ ชอบการอ่านหนังสือ ทำให้กลายเป็นนิสัยติดตัว


Read Aloud Family

มันเป็นความต้องการส่วนตัวของผมน่ะแหละ ที่อยากให้การอ่านเป็นกิจกรรมยามว่าง เป็นกิจวัตรประจำวันของลูกๆ และตัวผมเอง – ถ้าหากว่าเบื่อ ว่าง ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ก็อยากให้ การหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่จะทำอย่างไรดีนะ ต้องใช้วิธีไหนดีล่ะ จนผมได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน

หนังสือเล่มนี้ เล่าให้ผมเข้าใจว่า ในความเป็นจริงแล้วนั้น การได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือนั้น ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้น จะเป็นเฉพาะผู้อ่านเพียงคนเดียวเท่านั้น หมายถึงว่า หากผู้ใหญ่เป็นผู้อ่านให้เด็กได้ฟัง เด็กก็ได้ประโยชน์ แม้กระทั่งอ่านออกเสียงแล้วเด็กก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่นัก เด็กก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี

นอกจากที่เด็กจะได้ประโยชน์จากเนื้อหาที่อ่าน ประโยชน์ด้านความสามารถทางภาษา มีคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้น กิจกรรมการอ่านหนังสือออกเสียงให้ลูกฟังนี้ ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณพ่อคุณแม่ผู้อ่านกับลูกๆ ด้วย

ผมพยายามมองหาหนังสือที่เหมาะสม ทำกิจกรรมให้สอดคล้องกับคำแนะนำที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ ลองทำตามความเข้าใจของผมเองเท่าที่จะทำได้ โดยอ้างอิงหนังสือเล่มนี้

ถ้าหากคุณเป็นคุณพ่อคุณแม่ ที่กำลังคิดอยากให้เด็กได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือ และถ้าหากคุณตั้งใจที่จะเป็นผู้ที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังด้วยตัวเอง ผมแนะนำว่าควรอ่านเล่มนี้เลยนะ


แนวทางการปฏิบัติของผม

แต่ละคนก็มีแนวทาง มีวิธีที่แตกต่างกันไป วิธีที่ผมเลือกคิดเลือกเอามาปรับใช้กับที่บ้านของผม แล้วมันพอจะใช้ได้ดี เป็นดังนี้ครับ

ต้องทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องง่าย

อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผูกมัด ไม่ต้องกำหนดเวลาที่แน่นอน อ่าน 15-20 นาที อ่าน 10-15 หน้า, หรือว่าจะอ่านแค่ 5 นาที อ่านแค่ 4-5 หน้า, หรือว่าจะบ้าพลังอ่าน 20-30 หน้า อ่านกันเป็นชั่วโมง อย่างไรก็ได้ อ่านเลย เห็นจังหวะว่าง คือ หยิบขึ้นมาอ่านทันที หยุดกิจกรรมฆ่าเวลาของลูกๆ มานั่งอ่านหนังสือด้วยกันในทันทีที่เห็นว่าเวลาเอื้ออำนวย หรือถ้าหากเป็นไปได้ ผมก็จะใช้แนวทางที่ว่า อ่านหนังสือก่อน ผ่อนคลายด้วยวิธีอื่นเอาไว้ทำทีหลัง

จังหวะที่ผมมักจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านให้ลูกฟัง คือ ช่วงเวลาหลังจากกินข้าวเที่ยง หรือข้าวเย็น เพราะเด็กๆ มักจะกินข้าวไม่นานนัก และเขาจะมีเวลาว่างเหลือในช่วงเที่ยง อย่างน้อยๆ ก็สักครึ่งชั่วโมง และในช่วงหลังอาหารเย็น ก่อนนอน ก็จะมีเวลาว่างอีก ครึ่งชั่วโมง ไปถึงหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

เมื่อการอ่านหนังสือ ไม่ใช่เรื่องปกติของที่บ้าน ความพยายามจึงสำคัญเป็นอย่างมาก – อันนี้สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเลยนะครับ ไม่ว่าหนังสือจะดีแค่ไหน ถ้าหากเราไม่พยายามที่จะนั่งอ่านหนังสือกับลูกให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จแน่ๆ – ช่วงเริ่มต้นเป็นช่วงที่ยากมากๆ ต้องเลือกหนังสือเล่มบางๆ ขึ้นมาอ่าน – อย่างน้อยๆ ก็อ่านสัก 4-5 หน้าก็ยังดี พยายามไปเรื่อยๆ 10-30 วัน ก็จบได้ 50-150 หน้า

อ่านหนังสือทุกวัน หรืออย่างน้อยๆเกือบทุกวัน

ผมตั้งเป้าว่า จะต้องทำให้การอ่านเป็นกิจกรรมที่เลือกทำโดยอัตโนมัติ ในเวลาที่ว่าง หรือหากว่าเบื่อไม่รู้จะทำอะไร ก็จะหยิบหนังสือขึ้นมา นั่งหามุมเงียบๆ สบายๆ อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ระหว่างที่ว่าง หรือทำเพื่อแก้เบื่อ ฆ่าเวลาระหว่างที่ต้องรอกิจกรรมลำดับถัดไป

การทำให้เป็นนิสัยที่ทำโดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นเรื่องปกติของชีวิต – ดังนั้น ผมจึงต้องพยายามจะสร้างบรรยากาศ สร้างประสบการณ์ สร้างความคุ้นเคยให้แก่เด็กๆ ด้วยการอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวัน อ่านหนังสือให้ดูเป็นตัวอย่างทุกๆวัน เป็นก้าวแรกของการสร้างนิสัยรักการอ่าน

เริ่มต้นด้วยหนังสือเล่มบางๆ อ่านง่ายๆ จบเร็วๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนหน้า – ผมคิดว่า การสร้างความรู้สึกรับรู้ได้ถึงความสำเร็จจากการลงมือทำ เป็นกุญแจสำคัญมากเลยทีเดียว การอ่านหนังสือให้จบเล่มจะทำให้รู้สึกว่า ความพยายามเล็กๆน้อยๆ ที่ทำมาอย่างสม่ำเสมอในทุกๆวัน ส่งผลให้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งการเริ่มต้นจากหนังสือเล่มบางๆ ที่มีจำนวนหน้าน้อยๆ อ่านให้จบ แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นเล่มละ 50 หน้า หรือ 100 หน้า แล้วยังคงอ่านได้จบเล่ม (ด้วยการอ่านวันละนิดทุกวัน) – มันจะสร้างความรู้สึกที่สอดคล้องกันว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องง่าย และเราสามารถอ่านหนังสือเล่มหนาๆ ให้จบเล่มได้ ด้วยการอ่านวันละนิดไปเรื่อยๆ ทุกๆวัน

ทำให้เนื้อหามีความต่อเนื่องสอดคล้อง

ผมคิดว่าแนวทางนี้จะช่วยให้เด็กๆ สนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวในหนังสือ เพื่อเปรียบเทียบ หรือมองหาความต่อเนื่อง จากข้อมูลที่ได้รับรู้ไปแล้ว โดยตัวผมในฐานะผู้อ่านต้องคอยช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้กับเด็กด้วย โดยใช้วิธีตั้งคำถามชี้นำความคิดให้เด็ก

ยกตัวอย่างเช่น

ขณะที่อ่านเรื่อง พ่อมดแห่งออซ ผมก็เปิดวิดีโอ เรื่องพ่อมดแห่งออซทั้ง 2 เวอร์ชั่น (The Wizard of Oz ปี 1939 และ Oz the Great and Powerful ปี 2013) เด็กๆ ก็จะเปรียบเทียบเรื่องจากทั้งในหนังสือ และในวิดีโอ แล้วรู้สึกสนุกกับเนื้อเรื่อง

ขณะที่อ่านเรื่อง เชอร์ล๊อค โฮล์ม (เล่มแรก) ผมก็สลับมาเปิดดูวิดีโอ เรื่อง เชอร์ล๊อค โฮล์ม เช่นกัน แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่เหมือนกัน แต่ช่วยให้เด็กๆ เห็นภาพตัวละครที่ได้อ่านในหนังสือได้ง่ายขึ้น เขาจะจินตนาการลักษณะตัวละครที่ดูพิศวงอย่างเชอร์ล๊อค โฮล์ม ที่อ่านในหนังสือได้ง่ายขึ้น

พูดคุยกับเด็กๆ เป็นระยะๆ ทั้งระหว่างช่วงเวลาที่อ่าน และนอกช่วงเวลาที่อ่าน

วิธีนี้ จะช่วยให้เรารู้ตัวว่า เด็กกำลังฟังเราอยู่หรือไม่ และช่วยให้เรารับรู้ได้ว่า เด็กมีความสามารถในการจำเนื้อหาได้ดีแค่ไหน มีความสามารถในการสรุปย่อเนื้อหาที่อ่านให้ฟังได้หรือเปล่า

เนื้อเรื่องในวรรณกรรม อาจจะเอามาใช้หยอกล้อพูดคุยได้ เราจะได้รับรู้ว่าเขาได้จำรายละเอียดอะไรในหนังสือบ้าง – เช่น ผมชวนลูกคุยเรื่องนับหมู เพื่อให้นอนหลับ (แทนนับแกะ) ลูกของผม สามารถจำรายละเอียดของหมูที่ชื่อว่า ‘ลูซี่’ จากวรรณกรรมเรื่อง เด็กชายชาวนา และสามารถเล่าได้ถึงเหตุการณ์สั้นๆ ที่เด็กๆ ในเรื่องทำให้ลูซี่ส่งเสียงร้องไม่ได้ เนื่องจากเด็กๆ ให้ลูซี่กินตังเมเหนียวๆ เป็นต้น

ในกรณีของลูกคนโต ซึ่งผมเลือกหยิบหนังสือประเภทจิตวิทยาพัฒนาตนเอง มาอ่านให้เขาฟัง เขาก็มักจะมีคำถามที่น่าสนใจ อย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราชอบทำอะไร (เพื่อที่จะเลือกอาชีพที่ใช้สำหรับตัวเอง) ผมก็หยิบยกเรื่องนี้มาคุยในชีวิตประจำวัน กิจกรรมอื่นๆ อย่างเช่นการเล่นกีฬา หรือการวาดรูป เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังอ่านกันอยู่

สลับกันอ่าน

ปลายทางของการอ่านออกเสียงให้ลูกฟังของผม คงจะสิ้นสุดตรงที่ สลับกันอ่าน และคงจะดำเนินกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีก 2-3 ปี จนกว่าลูกของผมจะแยกตัวออกไปอ่านหนังสือด้วยตัวเอง หรือ จนกว่าจะถึงวันที่สายตาผมไม่ดี แล้วจึงให้ลูกๆขอผม มาช่วยอ่านหนังสือให้ผมฟัง

เราอ่านให้เด็กฟังก่อน อ่านไปเลยเอาให้จบเล่ม แล้วค่อยๆ ให้เด็กอ่านให้เราฟังบ้าง ทีละนิด – เหตุที่เราต้องอ่านให้เด็กฟังก่อน เราจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ทั้งเรื่องของการอ่านออกเสียงที่ถูกต้อง การแบ่งวรรค การสรุปย่อเนื้อหา การสงสัยตั้งคำถามและหาคำตอบจากหนังสือ – เมื่อเราเป็นตัวอย่างที่ดี เด็กก็มีตัวอย่างให้ทำตาม ซึ่งเรามักจะได้เห็นว่า เด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ ก็มีความสามารถในการอ่านที่แตกต่างกัน ผู้ใหญ่ซึ่งมักจะอ่านได้ดี และคล่องกว่าเด็ก ก็สามารถช่วยเหลือเด็กในการฝึกฝนการอ่านได้ – จากแรกๆ เราอ่านให้เด็กฟังทั้งเล่ม ก็ค่อยๆ สลับให้เด็กอ่านหนังสือให้เราฟังบ้าง บทละ 1 ย่อหน้า แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นบทละ 1 หน้า 2 หน้า ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเด็กอ่านเองทั้งบท (สักพักก็คงจะสามารถอ่านได้เองทั้งเล่ม)


สิ่งที่รับรู้ได้จากการทำกิจกรรมอ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 เดือน

ผมมีลูกชาย 2 คน คนเล็กยังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษา ส่วนคนโตเพิ่งจะเข้าเรียนระดับชั้นมัธยม – ผมเลือกอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชนเป็นหลัก เพราะสามารถอ่านให้เด็กๆ ฟังได้พร้อมกันทั้ง 2 คน และเมื่อให้เด็กสลับกันอ่านออกเสียงบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไปนักสำหรับเด็ก ในขณะที่ผมก็เลือกหยิบหนังสือประเภทจิตวิทยาพัฒนาตนเอง มาอ่านให้ลูกคนโตฟัง โดยเลือกหนังสือที่เขียนโดยใช้วิธีการเล่าเรื่อง หรือเขียนในลักษณะการเล่าประวัติของบุคคล ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายกว่าหนังสือที่เขียนไปในเชิงจิตวิทยา ปรัชญา หรือเรื่องเชิงนามธรรมมากจนเกินไป

อ่านหนังสือจบไปทั้งหมด 9 เล่ม

ผมอ่านหนังสือให้ลูกๆ ทั้ง 2 คนฟัง จบไปทั้งหมด 9 เล่ม ทั้งหมดเป็นหนังสือที่มีรูปภาพประกอบน้อยมาก – เกาะมหาสมบัติ, เจ้าชายน้อย, พ่อมดแห่งออซ, โครเอาเนยแข็งของฉันไป, อัจฉริยะสร้างได้, บ้านเล็กในป่าใหญ่, บ้านเล็กในทุ่งกว้าง, เด็กชายชาวนา, เชอร์ล๊อค โฮล์ม ตอน แรงพยาบาท

หนังสือทั้ง 9 เล่มนี้ มีจำนวนหน้ามากกว่า 50 หน้า บางเล่มก็ 150-250 หน้า, ในขณะที่หนังสือชุด บ้านเล็กในป่าใหญ่ จะเป็นหนังสือที่มีจำนวนหน้าตั้งแต่ 200 หน้าขึ้นเป็น และเป็นหนังสือหลักที่ผมอ่านให้ลูกๆฟังในทุกๆวัน

ทักษะทางด้านภาษาดีขึ้น

ผมรู้สึกได้ว่า ลูกๆของผม มีทักษะทางภาษาที่ดีขึ้น เนื่องจากภาษาที่ใช้ในหนังสือวรรณกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในหนังสือเรียนที่เรียนในโรงเรียน แต่เป็นภาษาที่สละสลวย เป็นภาษาที่แปลกแตกต่างจากภาษาไทยที่ใช้ในการเรียนวิชาภาษาไทย ในขณะที่เพื่อนๆของลูกๆ ใช้ภาษาพูด ภาษาที่ได้ยินจากทีวี ภาษาที่ได้ยินจากคุณครูและรับรู้จากหนังสือเรียน ลูกๆของผมจะมีคลังคำศัพท์และภาษาที่สละสลวยสวยหรู พอถึงเวลาที่ต้องทำการบ้าน ทำงาน หรือได้พูดให้ครูหรือเพื่อนๆฟัง เขาจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียบเรียงประโยค เลือกคำศัพท์มาใช้ได้ดีขึ้น

สามารถอ่านออกเสียงได้คล่องขึ้น

เราคงจะเห็นกันบ่อยๆ อยู่แล้ว เวลาที่เด็กๆ อ่านออกเสียงในชั้นเรียน เขาจะอ่านหนังสือทีละคำๆ ไม่สามารถอ่านได้ด้วยความเร็วที่เหมาะสมจนจบทั้งประโยค ไม่สามารถแบ่งวรรคตอนให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย

การที่ผมอ่านออกเสียงให้ลูกๆได้ฟังเป็นตัวอย่าง ทำให้พวกเขาได้รับรู้ว่า ถ้าหากอ่านทั้งประโยค ด้วยความเร็วที่เหมาะสม เว้นวรรคอย่างถูกต้อง ผู้ฟังจะรู้สึกอย่างไร – เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาอ่านออกเสียงด้วยตัวเอง เขาก็จะพยายามที่จะเลียนแบบวิธีการอ่าน เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงให้ทั้งตัวเอง และผู้ที่รับฟัง สามารถเข้าใจได้ง่าย

พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น

ผมพูดคุยให้ลูกๆ รับรู้เรื่องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นอกเหนือจากความพยายามลดการใช้เวลาว่างไปกับการดูทีวีและเล่นเกมส์แล้ว ดูเหมือนว่า พวกเขาพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ มาทดแทนการใช้เวลากับการอยู่กับหน้าจอ

ลูกคนเล็ก หันมาอยู่กับหนังสือ อ่านหนังสือ เขียนบันทึก วาดรูปตามหนังสือ ระบายสี ลดการดูทีวี ดูการ์ตูน ลดการเล่นเกมส์ลงมาก

ลูกคนโต ซึ่งได้รับฟังเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ดูเหมือนจะมีการตอบสนองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เช่น ตั้งนาฬิกาปลุก ตั้งใจตื่นเช้าตามเวลาที่เขาต้องการ จนรู้สึกแปลกใจ

ได้พูดคุยกับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กเป็นไปอย่างสวยงาม

ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ผมกับภรรยา ไม่มีหัวข้อคุยกับลูกๆ มากมายนัก นอกจากเรื่องของอาหารการกิน กิจวัตรประจำวัน การเรียน การบ้าน แต่เมื่อมีกิจกรรมการอ่านหนังสือเข้ามาเกี่ยวข้อง และเนื้อเรื่องในหนังสือที่หลากหลาย ทำให้เรามีเรื่องที่จะคุยกันมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีโลกอีกโลกหนึ่งที่เราได้อยู่ด้วยกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกเด็กๆ ก็จะมีโลกของเกมส์และทีวี ที่ๆพวกผู้ใหญ่อย่างเราเข้าไม่ถึง


ส่งท้าย ด้วยการเชิญชวนให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ทดลองทำกิจกรรมนี้ ‘อ่านหนังสือให้ลูกฟัง’ ตัวผมเองพบว่าได้ผลดีมาก ซึ่งผมอาจจะไม่สามารถอธิบายได้หมดครบถ้วนในบันทึกนี้ และอยากให้ได้ทดลองเอง แล้วคุณๆ จะรู้ว่า มันคุ้มค่าเสียเหลือเกินที่สละเวลาเพียงวันละเล็กน้อย อ่านหนังสือให้ลูกๆฟัง