จักรยานทัวร์ริ่งแบบต่างๆ

จักรยานถูกแบ่งออกเป็นประเภทการใช้งานหลายประเภท จักรยานเพื่อการแข่งขัน จักรยานเพื่อการออกกำลังกาย จักรยานพับ จักรยานแม่บ้าน ฯลฯ สำหรับจักรยานแต่ละประเภทนั้น ก็สามารถแบ่งย่อยได้อีกตามความพิเศษ หรือ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่เฉพาะทางมากขึ้น, สำหรับจักรยานทัวร์ริ่งก็เช่นเดียวกัน จักรยานทัวร์ริ่งสามารถจัดแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆคร่าวๆ ตามนี้ครับ

Light Touring

สำหรับคนที่ชอบการปั่นจักรยานท่องเที่ยว แต่ยังคงคลั่งไคล้ในการทำเวลา จักรยานแบบ Light Touring ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยม ด้วยองศาของเฟรมที่ใกล้เคียงกับจักรยานแบบเสือหมอบเพื่อการแข่งขัน

จักรยาน All-City รุ่น Mr.Pink เป็นจักรยานแบบ Endurance ที่สามารถติดตั้งแร๊คหน้าสำหรับใส่สัมภาระได้

จักรยานรูปแบบนี้ จะมีน้ำหนักค่อนข้างเบา (เบากว่าจักรยานทัวร์ริ่งแบบ Long Distance) และทำความเร็วได้ดี, มักจะมาพร้อมกับยางหน้าแคบ ลู่ลม และการปรับเกียร์ที่มีอัตราการทดรอบสูงเพื่อทำความเร็ว

การเลือกใช้จักรยานแบบนี้ มักเลือกด้วยวัตถุประสงค์การท่องเที่ยว ที่เน้นเดินทางด้วยความเร็ว ในระยะทางไกลๆ และบรรทุกสัมภาระน้อย เช่น การปั่นจักรยานข้ามจังหวัดระยะทาง 100-300 กม. ค้างคืนสัก 1-2 คืน แล้วปั่นกลับ

เราสามารถเลือกนำจักรยานประเภท Endurance, Cyclo-cross หรือจักรยานประเภทอื่นๆ มาปรับแต่งให้เหมาะสมกับกรนำไปปั่นท่องเที่ยวแบบ light touring ได้ ควบคู่กับการใช้กระเป๋าแบบพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องใส่กับแร๊ค

จักรยาน All-City รุ่น Macho Man เป็นจักรยานประเภท Cyclo-Cross สามารถปั่นได้บนพื้นถนนที่หลากหลาย นำมาใช้เป็นจักรยานทัวร์ริ่ง โดยใส่กระเป๋าจักรยานแบบ Frame Packing ของ Apidura สามารถขนสัมภาระได้จำนวนมาก

บางคนจะเอาจักรยานเฟรมคาร์บอนมาปั่นทัวร์ริ่งได้ ก็ไม่ว่ากัน แต่มันอาจจะไม่เหมาะสมกับงานสักเท่าไหร่หรอกนะ

Long Distance Touring

จักรยานทัวร์ริ่งทางไกล มักเป็นจักรยานที่ถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกของได้หนักเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มส่วนที่สามารถใส่แร๊ค ทั้งหน้า และ หลัง ซึ่งใช้สำหรับติดตั้งกระเป๋าหรือบรรทุกสัมภาระ ถ้าหากคุณนึกไม่ออก ให้ลองจินตนาการถึงการเดินทาง 1 สัปดาห์ ที่ต้องพกพาเสื้อผ้า เต๊นท์นอนที่นอนเป่าลุมและถุงนอน เครื่องครัวขนาดเล็กๆ อาหารจำนวนหนึ่ง เราจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บของพวกนั้นยึดติดไว้กับจักรยาน

จักรยานประเภทนี้ มักจะถูกออกแบบไว้ให้สามารถบรรทุกน้ำหนักสัมภาระได้อย่างน้อยๆ 25 กก. ขึ้นไป และถ้าหากรวมน้ำหนักผู้ปั่นแล้ว สามารถรับน้ำหนักได้อย่างน้อยๆก็ 100 กก.

จักรยาน All-City รุ่น Space Horse ใส่ตะแกรงหลัง และตะแกรงหน้า ติดตั้งกระเป๋า และยังสามารถพกพาสัมภาระเพิ่มเติมได้อีกมากมายบนตะแกรงที่ติดตั้งไว้แล้ว

เนื่องจากเหตุผลของการบรรทุกหนัก เฟรมจักรยานประเภทนี้ มักถูกออกแบบมาให้มีความแข็งแรง ซึ่งหมายถึงตัวเฟรมจะมีน้ำหนักค่อนข้างมากและทำความเร็วได้ไม่สูงนัก (เนื่องจากผู้ปั่นต้องรับภาระบรรทุกด้วย)

จักรยานประเภทนี้ จะปรับแต่งให้มีช่วงอัตราทดเกียร์กว้าง เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย, ล้อที่แข็งแรงเพื่อการรองรับน้ำหนักบรรทุก, สามารถใส่ยางที่หน้ากว้างได้ และมักจะมีจุดสำหรับยึดอุปกรณ์ หรือ ขวดน้ำมากกว่าปกติ (3 จุด ขึ้นไป)

จักรยาน Trek รุ่น 520 เป็นจักรยานทัวร์ริ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

Trekking

จักรยานทัวร์ริ่งกลุ่มนี้ ถือเป็นการ set-up จักรยานแบบที่สามารถลุยไปบนเส้นทางที่สมบุกสมบันมากยิ่งขึ้น สำหรับถนนดิน ถนนชนบท หรือ การเดินทางที่ไม่สามารถคาดเดาสภาพถนนได้, จักรยานประเภทนี้มักจะมีองศาที่ให้นั่งตัวตรง รู้สึกสบายมากขึ้น

(จักรยานประเภท Trekking เป็นประเภทที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างจักรยานแบบ long distance touring และ แบบ off-road touring ทั้งนี้ขึ้นกับการ set-up เพื่อจุดประสงค์การใช้งาน)

จักรยานที่ปรับแต่งเพื่อการเดินทางแบบ trekking นี้ มักใช้ชุดเกียร์ที่เน้นความหลากหลายของอัตราทด, ส่วนมากจะใช้ชุดขับสำหรับเสือภูเขา และล้อขนาด 26 นิ้ว ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมของจักรยานประเภทนี้ ซึ่งทำให้สามารถซ่อมแซมระหว่างการเดินทางได้สะดวก เพราะอะไหล่สำหรับจักรยานล้อ 26 นิ้ว สามารถหาซื้อได้ไม่ยากนัก (27.5 นิ้ว หรือ 29 นิ้ว หรือ ล้อโต หาซื้อได้ยากกว่า)

จักรยานของชาวต่างชาติคนนี้ มีโช๊คทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ยังคงสามารถยึดแร๊คได้ และสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากมาย

จักรยาน Trekking มักมีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักได้มาก, แต่ข้อจำกัดของจักรยาน Trekking ที่ใช้โช๊ค ซึ่งการออกแบบโช๊คสำหรับจักรยานบางยี่ห้อนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถใส่แร๊คเพื่อการบรรทุกสัมภาระได้ ในการเดินทางไกล บางครั้งหากเกิดปัญหาขึ้นที่ระบบโช๊ค การซ่อมแซมระหว่างการเดินทางถือเป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ

Off-Road Touring

เป็นประเภทจักรยานที่มีความชัดเจนในเรื่องขององศาของเฟรมที่เน้นให้ไปในทิศทางของจักรยานเสือภูเขา เพื่อเน้นการตะลุยถนนขรุขระ ขึ้นเขา เข้าป่า ลุยหาดทราย ทะเลทราย, แต่ยังคงความสามารถในการบรรทุกสัมภาระได้ โดยมักจะมีจุดสำหรับยึดแร๊คเอาไว้บนเฟรม

จักรยาน Off-Road Touring คันนี้ ออกแบบให้ใส่ล้อโต เพื่อตะลุยเส้นทางทะเลทราย

Recumbent

จักรยานแบบนอนปั่น เป็นจักรยานอีกประเภทหนึ่งที่มักถูกใช้สำหรับการทัวร์ริ่ง ข้อดีของจักรยานประเภทนี้ คือ ออกแบบให้ไม่รู้สึกปวดก้น ไม่ปวดหลัง, ท่านอนปั่น ทำให้ลู่ลม แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่มีพื้นที่สำหรับบรรทุกสัมภาระมากนัก ปั่นขึ้นภูเขาได้ยาก และหาอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงได้ยาก

จักรยานแบบนอนปั่น เตี้ยติดพื้น ไม่สามารถใส่แร๊คเหมือนจักรยานทัวร์ริ่งแบบอื่น ต้องใช้กระเป๋าเฉพาะ และการใช้ Trailer ลากด้านหลังเป็นตัวเลือกยอดนิยม

Folding

ยี่ห้อจักรยานพับหลายๆยี่ห้อ ได้ออกแบบจักรยานรุ่นพิเศษเพื่อเหมาะสมกับงานทัวร์ริ่งออกมาจำหน่าย พื้นฐานที่สำคัญของจักรยานพับที่เหมาะสมกับกิจกรรมปั่นทัวร์ริ่ง คือ มีหน้ายางกว้าง สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ สามารถใส่แร๊คเพื่อการยึดติดกระเป๋าสัมภาระ

ข้อได้เปรียบของจักรยานพับ ที่สำคัญ คือ ขนาดเล็ก สามารถพับเก็บแล้วมีขนาดเล็ก สะดวกในการขนย้ายขึ้นรถยนต์ หรือ โหลดเข้าใต้ท้องเครื่องบิน, ในทางตรงกันข้ามกัน จักรยานพับซึ่งมีขนาดล้อที่เล็ก ไม่สามารถปั่นทำความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอาจไม่สามารถบรรทุกสัมภาระได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า พื้นฐานของจักรยานพับส่วนใหญ่ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการเดินทางในเมืองมากกว่าการเดินทางไกลนั่นเอง

จักรยานยี่ห้อ Bike Friday รุ่น New World Tourist สามารถพับเก็บใส่ในกระเป๋าเดินทางได้, และกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สามารถแปลงเป็นรถลากได้อีกด้วย
จักรยาน Bike Friday รุ่น New World Tourist

.

เทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้ผู้ผลิตจักรยานหลายๆยี่ห้อ ผลิตจักรยานประเภททัวร์ริ่งให้สามารถใช้งานได้หลากหลายแนวมากขึ้น ไม่เฉพาะใช้งานด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว รวมถึงผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมยี่ห้อต่างๆ ทำให้จักรยานทัวร์ริ่งไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแบบเดิมๆ ไว้หากมีโอกาส จะมาเขียนบันทึกเรื่องต่อเนื่องจากนี้ครับ