แนวทางเบื้องต้นสู่การปั่นจักรยาน

ขอหมายเหตุเอาไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่ช่างผู้ชำนาญ ไม่ใช่นักกีฬาจักรยานผู้มีประสบการณ์โชกโชน ไม่ใช่เจ้าของร้านจักรยานที่รู้จักจักรยานทุกยี่ห้อทุกรุ่น และไม่ใช่แฟนพันธ์แท้จักรยาน แม้ว่าผมจะมีจักรยานเป็นของตัวเอง 4 คัน, ปั่นจักรยานมาได้ 5 ปีแล้ว, แต่สำหรับการปั่นจักรยานแบบจริงๆจังๆของผม เพิ่งเริ่มได้เพียงปีเดียวเท่านั้น, จากจุดนี้ ผมทำได้เพียงแค่แบ่งปันความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า ทดลองกับตัวเอง และอาจจะช่วยให้ใครบางคนอยากจะเริ่มต้นปั่นจักรยานออกกำลังกายครับ

และขอหมายเหตุเอาไว้อีกอย่าง บทความนี้ ผมเขียนจากมุมมองของการปั่นจักรยานแบบ Road Bike (เสือหมอบ) ของผม ไม่ใช่การปั่น Mountain Bike (เสือภูเขา) ซึ่งผมเองยังไม่เคย เอาจักรยานเสือภูเขาของผมไปบุกตะลุยเข้าป่า กระโดดลงจากหน้าผาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

คำแนะนำที่สำคัญที่สุด

ถึงแม้จะมีคำแนะนำมากมายที่อยากจะเขียนเอาไว้ แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดที่อยากจะพูดถึงสำหรับแนวทางของผมเอง มีอยู่ 2 อย่าง ดังนี้

  1. เริ่มต้นช้าๆ : สำหรับการเริ่มต้น มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าตัวตาย แม้ว่าเราจะมีหุ่นดี ดูแล้วแข็งแรงเพียงใดก็ตาม, จักรยานใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน มันไม่เหมือนกับกีฬาประเภทอื่น และร่างกายของเราต้องการเวลาที่จะคุ้นเคยกับความล้าในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากกีฬาประเภทอื่น, เริ่มต้นง่ายๆ ช้าๆ สนุกกับตัวเราเอง ความก้าวหน้าของตัวเรา, ค่อยๆเริ่มจาก 3-5 กิโลเมตร ช้าๆ สวยๆ และสนุกกับมัน (กว่าที่ผมจะปั่นระยะ 10-15 กม. ด้วยความเร็ว 25 กม./ชม. ได้ ผมใช้เวลาอยู่เกือบปีเลย)
  2. เน้นความปลอดภัย : จักรยานเป็นกีฬาที่อาจจะเป็นไปได้ว่าอันตรายกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเราออกถนน ที่ซึ่งมีเด็กแว๊น รถเมย์สาย 8 ผู้บ้าคลั่ง หรือ สิบล้อมหาโหด อยู่ข้างนอกนั่น, เราได้ยินข่าวกันอยู่ รถยนต์แซงซ้าย ชนกับจักรยานที่ปั่นอยู่บนไหล่ทางเสียชีวิต (แม้เราจะกล่าวโทษผู้ผิด เอาเรื่องเขาได้ แต่มันไม่ได้รับประกันว่า การเสียชีวิตบนท้องถนนจะไม่เกิดขึ้นอีก) ดังนั้น ผมอยากจะให้เน้นความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ปั่นจักรยานตอนกลางวันซึ่งมองเห็นได้ชัดกว่า เปิดไฟท้ายตลอดเวลา เพื่อให้รถยนต์บนท้องถนนเห็นเราได้ชัดจากไกลๆ เคารพกฏจราจร ปั่นชิดซ้าย ใส่เสื้อผ้าที่สว่างและมีแถบสะท้อนแสง ใส่หมวกกันน๊อค และอื่นๆ (เดี๋ยวจะเขียนเพิ่มต่อไปจากนี้)

จักรยาน

ใช้จักรยานอะไรดีที่สุด? ป๊าดดด ไม่มีใครรู้หรอกครับ จักรยานแต่ละแบบก็ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน, เทคโนโลยียิ่งมากขึ้น ความรู้ยิ่งมากขึ้น ผู้ผลิตก็ออกแบบจักรยานได้เฉพาะเจาะจงกับการปั่นแต่ละแบบมากยิ่งขึ้น… ผมแนะนำว่า ให้เริ่มจากจักรยานอะไรก็ได้ที่มีอยู่แล้วดีกว่า, จริงๆนะ, ถ้าคุณมีของเก่าอยู่แล้วที่บ้าน หรือ คุณรู้จักใครสักคนที่สามารถให้คุณยืมจักรยานที่เขาไม่ได้ใช้ เพียงแค่หยอดน้ำมัน สูบลมให้เต็ม แล้วก็ออกไปปั่นเลย เราไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ ต้องใช้อะไรที่แฟนซีหรอกครับ

จักรยานที่ดีๆ นั่นออกแบบมาให้เหมาะสมกับงานที่สุด – แน่นอนครับ มันจะมาพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นด้วย มากกว่า 20,000 บาท ขึ้นไป แน่นอนว่า ยิ่งเทคโนโลยีสูงขึ้นไปอีก ยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปกว่านั้น แพงที่สุดที่หาซื้อกันได้จากร้านขายจักรยานหน้าปากซอย ก็อาจจะหมายถึงราคาหลักแสน – แต่มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเริ่มต้นด้วยจักรยานราคาแพงหูฉี่ เพื่อเข้าถึงความสุขของการปั่นจักรยาน, แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้เรื่องจักรยานมากขึ้น — เรารู้ว่าเราชอบการปั่นจักรยานแบบไหน เรารู้ว่าเราชอบปั่นจักรยานไกลแค่ไหน เรารู้ว่าเราชอบทางเรียบ ขึ้นเขา หรือทางขรุขระ เวลาที่เราใช้ ความเร็วที่ทำให้เราสนุก ฯลฯ — เมื่อเราเข้าใจความชอบส่วนตัวในเรื่องพวกนี้ เมื่อเรารู้ตัวว่าจะเป็นสิ่งที่เราทำต่อไปเรื่อยๆระยะยาวเป็นปีๆ ถึงเวลานั้น เราค่อยมองหาจักรยานที่ดีขึ้นกว่าคันที่ใช้อยู่สักคันหนึ่ง

จักรยานดีๆ จะมีน้ำหนักเบา เฟรมแข็งแรง ล้อยางหน้าแคบ(ความเสียดทานน้อยลง) ซ่อนสายเคเบิ้ลเพื่อความสวยงาม หรืออาจจะถูกออกแบบเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้านลมน้อยที่สุดตามหลักแอร์โร่ไดนามิค, สิ่งต่างๆที่ใส่เข้ามาในจักรยานดีๆ หมายถึง อาจจะทำให้ปั่นความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น ปั่นระยะทางไกลได้เร็วขึ้น การสั่นสะเทือนน้อยลง รู้สึกสบายตัวมากขึ้น อะไรทำนองนั้น, ถึงกระนั้น ผมก็เลือกใช้จักรยาน BMC รุ่น SLR02 (ปี 2014) ที่เรียกว่า all-rounder คือ ไม่โดดเด่นไปทางใดทางหนึ่ง ใช้งานได้ทุกรูปแบบ ไม่เร็วที่สุด ไม่ลู่ลมที่สุด ไม่สบายที่สุด ไม่เบาที่สุด กลางๆ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง (ก่อนหน้านี้ ผมใช้ Bianchi รุ่น Impulso รุ่นปี 2013 – อ่านรีวิวจักรยาน Bianchi Impulso)

จริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จักรยานที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวเรา จักรยานที่เหมาะกับความสูงของเรา ระยะห่างจากเบาะนั่งถึงแฮนด์ที่เหมาะสมกับตัวเรา – เริ่มต้นจากการเลือกเฟรมที่มีขนาดเหมาะสม แล้วจึงค่อยปรับระยะอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเรามากขึ้น – ดีที่สุด คือ การรับคำแนะนำจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ รวมไปถึงผู้ที่มีความชำนาญด้านการ fitting จักรยานด้วย (ลองอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bike Fitting)

อุปกรณ์จักรยาน

กีฬาจักรยาน มีความแตกต่างจากกีฬาประเภทอื่น ก็ตรงที่ อุปกรณ์เสริมสำหรับจักรยานนั้นมีเยอะมาก เป็นอีกโลกหนึ่งที่สนุก และก็ดูดเอาเงินออกจากกระเป๋าเราได้อย่างมากเลย, ผมพยายามคิดแบบ minimalist – เราไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เยอะแยะมากมายเพื่อการเริ่มต้นปั่นจักรยาน ค่อยซื้อเพิ่มหลังจากนี้ดีกว่า

อุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับการเริ่มต้น สำหรับผมมีเพียงไม่กี่อย่างดังนี้

  • หมวกกันน๊อค : อย่าคิดที่จะปั่นจักรยานโดยไม่ใส่หมวกกันน๊อค, มันไม่คุ้มหรอกที่จะเสี่ยง ไม่สนุกหรอกที่ต้องนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้กินแต่น้ำข้าวต้ม (รสชาติมันห่วยแตกมาก ผมยืนยันได้) – เลือกหมวกกันน๊อคที่ขนาดพอดีกับหัวของเรา ปรับสายรัดให้เหมาะสมกับเรา
  • ถุงมือ : แม้ว่ามันอาจจะไม่จำเป็นสำหรับมือใหม่เริ่มปั่นมากนัก (แถมยังเก็บเหงื่อและทำให้มือเหม็นอีกต่างหาก) แต่ถุงมือที่นิ่มๆ ช่วยลดอาการล้าเนื่องจากการสั่น และป้องกันการบาดเจ็บเมื่อเกิดการล้มได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่มือใหม่ที่ล้ม มักจะเอามือลงไปยันกับพื้นเสมอ
  • กระติกน้ำ สำหรับจักรยาน : หาซื้อพร้อมกับขาใส่กระติกน้ำ, ขวดน้ำธรรมดาที่เราซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ มักจะไม่สามารถใส่ได้พอดีกับขาใส่กระติกน้ำที่ออกแบบมาเพื่อติดตั้งกับตัวจักรยาน, แม้ว่าเราสามารถพกขวดน้ำใส่กระเป๋าไปได้ แต่กระติกน้ำที่ใส่ไว้ที่จักรยาน จะหยิบขึ้นมาดื่มได้สะดวกกว่า
  • ที่สูบลม : แม้เราจะสูบลมจักรยานเต็มมาแล้วจากที่ร้าน แต่การจอดจักรยานอยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ใช้งาน ยางก็อาจจะแบนลงได้ เมื่อเราตัดสินใจจะเอาจักรยานออกไปปั่น มันก็ไม่พร้อมที่จะใช้งานแล้ว, ผมแนะนำให้เลือกซื้อสูบลมแบบที่มีมาดวัดความดัน เพื่อให้เราสามารถสูบลมให้ได้ความดันตามที่กำหนด (ถ้าสูบลมอ่อนไปจะปั่นจักรยานไม่สนุก ถ้าสูบลมแข็งเกินไป ยางอาจจะระเบิดได้), ที่สูบลมแบบพกพา ก็น่าจะมีติดเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ยางรั่วระหว่างทาง
  • ชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน : ชุดประยางเร่งด่วน, ยางอะไหล่, ที่งัดยาง 2-3 อัน (ปกติเวลาซื้อ จะมาเป็นชุด หรือ อาจจะมาพร้อมกับชุดปะยาง) , เครื่องมือสาระพัดประโยชน์แบบพกพา (multi-tools), อุปกรณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ ใส่ไว้ในกระเป๋าติดจักรยาน โดยส่วนใหญ่ก็เป็นกระเป๋าที่ใส่เอาไว้ใต้อานจักรยาน

อุปกรณ์จักรยานอื่นๆ ที่สามารถซื้อเพิ่มหลังจากนี้ :

  • ไมล์จักรยาน (Bike Computer) : สำหรับมือใหม่อาจจะยังไม่จำเป็นนักที่จะต้องซื้อ ไมล์จักรยานราคาแพงที่มีความสามารถมากมาย, ไมล์จักรยานที่ให้เราสามารถวัดความเร็วของเราได้ วัดระยะทาง และเวลา ก็เพียงพอแล้ว สำหรับการเริ่มต้นหัดปั่นจักรยาน – แต่ถ้าหากเป็นคนชอบวิเคราะห์อย่างละเอียด ไมล์จักรยานที่ทำได้มากกว่า ก็สมารถหาซื้อได้ – ผมเริ่มต้นด้วยไมล์จักรยานธรรมดาๆราคา 700 บาท แต่ปัจจุบันก็ใช้ไมล์จักรยานที่ให้ข้อมูลได้มากมายกว่านั้น เช่น วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, รอบขา, หรือนำทางด้วยระบบ GPS
  • เจล คลุมอานจักรยาน : การนั่งปั่นจักรยานอยู่บนอานแข็งๆ มันไม่สบายเอาซะเลยสำหรับมือใหม่, เจล คลุมอานจักรยาน หรือที่เขาเรียกว่า Gel Pad ช่วยทำให้รู้สึกสบายก้นได้, แต่สำหรับคนที่ปั่นจักรยานมานานแล้ว เจล คลุมอานก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป – อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง หัวข้อ เจ็บตูด
  • แว่นตา : ถึงแม้จะไม่จำเป็นสำหรับมือใหม่ แต่หลายๆกรณี แว่นก็ช่วยแก้ไขปัญหาได้ ทั้งในกรณีที่ต้องปั่นจักรยานแล้วมีแสงแดดส่องตา, กรณีที่ต้องปั่นกลางคืน ซึ่งอาจจะมีแมลงบินเข้าตา หรือใช้ช่วยกันลมในกรณีที่ปั่นค่อนข้างเร็ว ป้องกันไม่ให้เป็นต้อลม ต้อกระจกได้
  • ร้องเท้าจักรยาน และ บันไดปั่น : การปั่นจักรยานที่มีประสิทธิภาพ คือ การออกแรงหมุนบันไดปั่น ทั้งการกดบันได (down-stroke) ลง และการดึงบันไดขึ้น (up-stroke) – วิธีปั่นแบบนี้ เราต้องการอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ตะกร้อบันไดปั่นแบบคลาสสิค (ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร – ภาษาอังกฤษ น่าจะเรียกว่า cage pedale) หรือไม่ก็ บันไดปั่นแบบคลีท ซึ่งบันไดปั่นทั้ง 2 แบบนี้ จะล๊อครองเท้าให้ติดอยู่กับบันไดปั่น เราต้องซื้อรองเท้าพิเศษที่ใช้คู่กับบันไดปั่นแบบคลีทด้วย – การล๊อครองเท้าอยู่กับบันไดปั่นอาจจะเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับมือใหม่ กลัวเท้าติด เอาเท้าออกมาไม่ได้ กลัวล้ม และนั่นแก้ไขได้ด้วยการฝึกซ้อม – ผมพบว่าการใช้บันไดปั่นแบบล๊อครองเท้าได้ ช่วยลดการใช้แรงได้เยอะเลย
  • ไฟหน้า และไฟหลัง : หลายๆคนเลือกปั่นจักรยานตอนกลางคืน เพราะรถยนต์น้อยกว่า อากาศเย็นสบายกว่า แต่ก็ต้องหาไฟสว่างๆมาติดจักรยาน เพื่อให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นๆมองเห็นเราได้ชัดด้วย ป้องกันอุบัติเหตุได้ดี
  • แร๊คจักรยาน : ถ้าเราชอบปั่นจักรยานไปซื้อของ ใช้แร๊คจักรยาน ใส่กระเป๋า ใส่ตะกร้า เป็นทางเลือกที่ดีกว่า และปลอดภัยกว่า ที่จะหิ้วถุงกอบแกบผูกกับแฮนด์จักรยาน, และสำหรับคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยาน แร๊คจักรยานจะถูกใช้สำหรับแขวนกระเป๋าใบใหญ่ๆ ที่จะใส่ของที่เพียงพอต่อการท่องเที่ยว

มันมีอุปกรณ์สำหรับจักรยานมากมายขายอยู่ตามท้องตลาด แต่เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อของเหล่านี้มาเก็บเอาไว้ สำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นปั่นจักรยาน

เครื่องแต่งกาย

เราเห็นนักปั่นจักรยานระดับโปรใส่ชุดรัดรูป เต็มไปด้วยโลโก้โฆษณาต่างๆ, ถึงผมจะเลือกใส่เสื้อผ้าแบบนั้นในตอนนี้ แต่ผมก็ไม่แนะนำให้มือใหม่เริ่มต้นด้วยการใส่ชุดแบบนั้นหรอก ผมแนะนำให้เพื่อนๆผมแต่งตัวสบาย กางเกงขาสั้น (ถ้าเป็นกางเกงขายาว ขากางเกงที่ไม่เข้ารูป อาจจะถูกโซ่เกี่ยวติดเข้าไปได้) เสื้อผ้าที่ไม่เก็บเหงื่อ และไม่บางเกินไปสำหรับผู้หญิงจนเห็นทะลุเข้าไปถึงข้างในเมื่อเหงื่อออกมากเป็นพิเศษ – นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเริ่มต้น

แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้าคุณเริ่มจริงจังกับการปั่นจักรยาน คุณอาจจะพิจารณาเลือกซื้อชุดจักรยานดีๆ, ชุดจักรยานดีๆ จะมีผ้าค่อนข้างบาง ระบายอากาศได้ดีไม่รู้สึกร้อน ไม่เก็บเหงื่อ ยืดหยุ่นดี และรู้สึกสบาย, มันจะเป็นชุดที่รัดรูป จะไม่กระพรือลม ไม่ทำให้รำคาญ, กางเกงที่มีฟองน้ำบุที่ก้น ช่วยไม่ให้เจ็บก้นเวลาที่ปั่นจักรยานนานๆ, และสีเสื้อที่แจ๊ดสดใส ทำหน้าที่ของมันได้ดี สีเสื้อสว่างแสบตา จะสามารถมองเห็นได้ง่ายบนถนน

อากาศร้อน : เมืองไทยเป็นเมืองร้อน การเลือกใช้เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ปลอกแขน หรือปลอกขา ช่วยกันแดดเผาได้ แต่ก็ต้องเลือกแบบที่ระบายความร้อนได้ดีด้วย (เมืองนอก เรียกปลอกแขนว่า arm-warmer หมายถึงทำให้แขนอุ่น ถ้าเราเลือกซื้อผิดแบบ ก็น่าจะรู้กันนะว่า เราจะรู้สึกร้อนแค่ไหน) – นอกจากนั้นแล้วยังมีผ้าโพกหัว(เรียกว่าผ้าบัฟ)ช่วยชะลอไม่ให้เหงื่อไหลเข้าตา รวบให้ผมยาวๆให้ไม่ปลิว ป้องกันไม่ให้ผมสกปรก และอื่นๆ

ความปลอดภัย

ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก, อย่าซ่า อย่าท้าทาย, อย่าปาดหน้ารถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์, ขี่จักรยานชิดซ้ายตลอดเวลา, อย่างทำผิดกฏจราจร, ถ้าคุณรู้ว่าต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ระมัดระวัง :

  • รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ เปลี่ยนเลน ออกตัวจากข้างถนน โดยไม่มองข้างหลัง, หรือ รถยนต์ที่จอดอยู่เปิดประตูออกมา โดยไม่มองข้างหลัง – ให้ระมัดระวังให้มากเวลาปั่นจักรยานในเขตชุมชน ต้องคอยมองดูความเคลื่อนไหวของผู้ขับขี่รายอื่นที่ใช้ถนนร่วมกับเราด้วย ระมัดระวังการปั่นจักรยานใกล้กับรถคันอื่นมากเกินไป เพราะหากเกิดอะไร เราอาจจะตัดสินใจหลบหลีกได้ไม่ทัน
  • แซงบนไหล่ทาง : ถ้าหากคนปั่นจักรยานอยู่ข้างทาง และพยายามชิดขอบถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นอาจจะเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ, การพยายามชิดซ้ายที่สุด ทำให้พื้นที่ไหล่ทาง ดูเหมือนมีช่องให้แซงมากขึ้น และคนที่คิดจะแซงบนไหล่ทางอาจจะตัดสินใจ ใช้โอกาสนี้ก็เป็นได้, พยายามออกห่างจากขอบถนนสักเล็กน้อย หรือ ขึ้นมาปั่นจักรยานอยู่บนถนน สักเล็กน้อยก็ได้ เมื่อรถที่ตามมาด้านหลังต้องการแซง เขาจะต้องพยายามมากขึ้นอีกนิด ที่จะแซงโดยไม่เกิดการเฉี่ยวชน – ผมไม่การรันตีว่าจะทำให้ปลอดภัย 100% แต่ก็อาจจะดีกว่ายอมให้รถคันอื่นๆที่มีสิทธิบนท้องถนนเทียบเท่ากับจักรยาน มาเบียดเบียนสิทธินี้
  • ทางแยก :  มองดูรถที่มาจากทางอื่นๆเสมอ ก่อนที่จะปั่นจักรยานผ่านถนนที่มีรถวิ่งมาจากทางอื่น, คุณอาจจะคิดว่ารถคันอื่นๆมองเห็นคุณ แต่ก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น, บ่อยครั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์ฝ่าไฟแดง, และอื่นๆอีกหลายๆกรณี – ผมเลือกที่จะรอให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนที่จะออกตัวผ่านทางแยก ในขณะที่บางคนมีความมั่นใจกว่านั้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในเขตชุมชนที่มีการจราจรหนาแน่น

ความปลอดภัยเป็นหัวข้อที่ใหญ่เกินไปที่จะเขียนได้หมดในทีเดียว, ลองหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากที่อื่นๆนะครับ

ระบบเกียร์

อาจจะดูแปลกๆที่เลือกพูดเรื่องธรรมดาแบบนี้, แต่สำหรับคนที่เป็นมือใหม่จริงๆ เรื่องของระบบเกียร์อาจจะทำให้รู้สึกสับสน และน่ากลัวนิดๆ, แต่เพียงแค่ฝึกฝนนิดหน่อย ก็จะคุ้นเคย และช่วยให้ปั่นจักรยานได้สนุกขึ้นอีกเยอะเลย, ลองทำความคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ (ผมใช้ภาษาของผมเอง ไม่ใช่ภาษานักปั่นจักรยาน)

  • เฟืองหน้า มี 2-3 เกียร์, สำหรับจักรยานแบบเสือภูเขา ไฮบริดจ์ มักจะมีเฟืองหน้า 3 เกียร์, และสำหรับเสือหมอบ มักจะมีเฟืองหน้า 2 เกียร์, เฟืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สำหรับกรปั่นทางเรียบ ไปได้เร็ว หรือสำหรับการลงจากเนินสูง, เฟืองที่มีขนาดเล็ก จะช่วยทดแรงในการปั่นขึ้นเขา เวลาที่เป็นเนินสูงชัน และต้องออกแรงเยอะ ให้ใช้เฟืองหน้าเป็นเฟืองเล็ก จะทำให้เราปั่นจักรยานขึ้นเนินได้ (แต่ช้า), และสำหรับจักรยานที่มีเฟืองหน้า 3 เฟือง เฟืองที่มีขนาดกลาง จะอยู่กึ่งกลางระหว่าง เฟืองเล็กและเฟืองใหญ่ อาจจะเป็นเฟืองที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับมือใหม่ – ที่เปลี่ยนเกียร์สำหรับเฟืองหน้า มักจะอยู่ที่มือซ้าย
  • เฟืองหลัง มี 7, 8, 9, 10, 11 เกียร์, สำหรับจักรยานรุ่นเริ่มต้น ก็จะมีเกียร์ให้เลือกน้อย (7 หรือ 8 เกียร์) ในขณะที่จักรยานรุ่นใหม่ ก็จะมีเฟืองเกียร์มากกว่า (9, 10, หรือ 11 เกียร์) – ที่เปลี่ยนเกียร์ จะอยู่ที่มือขวา จะถูกใช้บ่อยกว่าที่เปลี่ยนเกียร์เฟืองหน้า – ในทางตรงกันข้ามกับเฟืองหน้า, เฟืองหลังที่มีขนาดเล็กกว่า จะทำให้จักรยานไปได้เร็วกว่า (แต่ต้องใช้แรงมากกว่า), เฟืองหลังที่มีขนาดใหญ่กว่า จะทดแรง สำหรับเวลาที่ต้องขึ้นเนิน ไปได้ช้ากว่า แต่ใช้แรงน้อยกว่าสำหรับการขึ้นเนินเขา
  • เรื่องพื้นฐาน โดยพื้นฐานแล้ว เราพยายามที่จะปั่นออกกำลังโดยใช้แรงให้มากที่สุด เพื่อที่จะไปได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้, โดยหลักการของการใช้เฟืองเกียร์ที่อธิบายเอาไว้ก่อนหน้านี้ คือ ต้องใช้ เฟืองหน้าใหญ่ที่สุด และเฟืองหลังเล็กที่สุด – ซึ่งในการปฏิบัติจริงนั้น จะไม่สามารถปั่นได้อย่างใจ (หนัก), สำหรับมือใหม่เริ่มหัดปั่นจักรยานนั้น ควรจะปั่นด้วยเกียร์ปานกลาง เช่น เฟืองหน้าใหญ่สุด และ เฟืองหลังอยู่กลางๆ, หรือ เฟืองหน้ากลาง และเฟืองหลังกลางๆ, เพื่อให้เราสามารถปั่นได้โดยไม่รู้สึกว่าหนักเกินไป หรือว่าไม่เบาเกินไป, หากทำได้ คือ เราต้องนับจำนวนรอบขาที่ปั่นต่อนาที จำนวนรอบขาที่เหมาะสม อาจจะอยู่ในช่วงระหว่าง 50-90 รอบ ต่อนาที, ถ้าน้อยกว่านั้น แสดงว่าเราปั่นช้าเกินไป หรือ การปรับเฟืองเกียร์หนักเกินไป
  • การพัฒนาความสามารถ เมื่อเราปั่นจักรยานไปนานๆแล้ว เราควรที่จะแข็งแรงขึ้น ด้วยเฟืองเกียร์แบบเดิม เราควรปั่นได้รอบขามากขึ้น, หรือ เราควรจะมีแรงปั่นเฟืองเกียร์ที่หนักขึ้น ได้รอบขาในช่วงที่เราต้องการ และเราไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น นานขึ้น – พอจะเข้าใจไอเดียนะ
note: เรื่องของรอบขา (cadence) สามารถใช้ ไมล์จักรยาน (bike computer) แบบที่มีเซนเซอร์วัดรอบขา ช่วยในการวัดได้

เบรค

ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเบรคเป็นเรื่องที่สำคัญ ทักษะการหยุดจักรยานให้เหมาะสม รวดเร็วทันสถานการณ์ กระโดดลงจากเบาะนั่งแล้วเอาเท้ายันพื้นไม่ให้จักรยานล้ม เป็นทักษะเล็กๆน้อยๆที่ต้องเรียนรู้เช่นกัน, อาจจะมองดูไม่ยาก แต่ก็มีเรื่องที่อยากจะแนะนำ

  • ลงเขา : เพื่อให้ควบคุมจักรยานได้ดี เรามักจะต้องชะลอความเร็วในการลงเขา แต่การที่เราเบรคตลอดเวลานั้น ก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน เบรคอาจจะเสียหายทันที หรือ ถ้าหากเบรคไม่ดี เราอาจจะหน้าคว่ำ ล้มไม่เป็นท่าก็ได้, ถึงกระนั้นก็ตาม อย่าเสี่ยงที่จะลงเขาด้วยความเร็วสูง เพราะหากมีเหตุที่ต้องให้ตัดสินใจกระทันหัน อาจจะเกิดอุบัติเหตุร้านแรง อย่างเช่นตกเขาได้
  • เบรคหน้า : มือใหม่หลายๆคน ใช้เบรคหน้าไม่ถูกต้อง หลายๆคนเลี่ยงการใช้เบรคหน้า เพราะการใช้เบรคหน้าอย่างกระทันหัน จะทำให้หน้าคว่ำได้, แต่การใช้เบรคหลังเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการหยุดในบางกรณี เบรคหน้าหยุดได้ทันใจกว่าเยอะ – เราควรที่จะฝึกการใช้เบรคหน้าบ้าง เพื่อลดความกลัวการใช้เบรคแล้วล้มหน้าคว่ำ

เนินเขา

สำหรับมือใหม่ เนินเขา สะพานสูงๆ อาจจะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา, คนที่มีประสบการณ์มากพอแล้ว การขึ้นเนินขึ้นภูเขาจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา – มือโปร รู้ว่าจะเปลี่ยนเกียร์ที่จังหวะไหน, เบรคที่จังหวะไหน, จะควบคุมความเร็วอย่างไร, และพวกเขาแข็งแรงขึ้นด้วยการฝึกซ้อมปั่นจักรยานขึ้นเนินเขา

เรื่องของการขึ้นภูเขา มีแค่ 2 อย่าง คือ ขึ้น และ ลง

  • ขึ้นเขา : ปั่นจักรยานขึ้นเนิน ขึ้นเขา นั้นไม่ได้ยากมากจนเกินไป ถ้าเราเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ถูกต้อง, ผมต้องใช้เวลาเรียนรู้อยู่สักพักหนึ่งจึงจะรู้จังหวะที่เหมาะสม, สำหรับเนินเตี้ยๆ ผมมักจะเริ่มจากการเร่งความเร็วตั้งแต่อยู่บนพื้นราบ สร้างโมเมนตั้มให้กับตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกียร์ทดแรง แล้วค่อยยืนปั่นเมื่อเริ่มปั่นไม่ค่อยไหว – สำหรับเนินเขายาวๆ สูงชัน บ่อยครั้งที่ต้องลงจากจักรยานมาเข็นขึ้นเนินไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่แปลกสำหรับมือใหม่ครับ
  • ลงเขา : การลงจากเนินเขาที่ชันมาก นั่นก็ดูน่ากลัว เพราะความเร็วที่ค่อนข้างสูง แนะนำให้ใช้เบรคลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่ควบคุมจักรยานได้ ถ้าไม่ได้ก็เดิน ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกครับ – แต่สำหรับเนินเตี้ยๆ ผมชอบใช้โอกาสที่จะสร้างความเร็วเพื่อส่งตัวเองไปข้างหน้าให้ได้ไกลๆ หรือส่งตัวเองสำหรับขึ้นเนินลูกต่อไป

ยางแบน

มันเกิดขึ้นกับทุกคน, เรียนรู้ซะที่จะซ่อมมัน ปะยางด้วยตัวเอง เปลี่ยนยางด้วยตัวเอง, มีสูบลมติดบ้านเอาไว้ มียางในสำรองเอาไว้เผื่อเวลาฉุกเฉิน, อย่าเสียเวลาเข็นจักรยานไปร้านซ่อมเลย มันไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนั้นหรอก คุณสามารถหาวีดีโอเพื่อเรียนรู้ได้เยอะแยะใน Youtube

เจ็บตูด

เป็นปัญหาสำหรับมือใหม่หลายๆคน ซึ่งเกิดขึ้นจากเรื่องต่างๆ คือ

  1. ขนาดจักรยาน และการปรับระยะต่างๆ ไม่เหมาะสมกับร่างกาย ซึ่งทำให้ไม่สามารถกระจายน้ำหนักร่างกายได้อย่างเหมาะสม และให้ตูดรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมด (ซึ่งต้องแก้ไขที่การทำ bike fitting – อาจจะรวมถึงการเปลี่ยนจักรยานด้วย),
  2. อานจักรยานไม่เหมาะสม เพราะร่างกายของแต่ละคนมีโครงกระดูกขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่เรียกว่า seat bone หรือ กระดูกที่เป็นส่วนสำหรับนั่ง กว้างไม่เท่ากัน, การเลือกซื้ออานจักรยาน หรือ เบาะจักรยานที่มีขนาดที่เหมาะสมกับตูดของตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญ
  3. เบาะนิ่มเกินไป เรามักจะคิดว่า เบาะนิ่มๆ ทำให้ปั่นจักรยานสบาย ไม่เจ็บตูด แต่เมื่อปั่นนานๆ การที่กล้ามเนื้อของเราถูกบี้กับเบาะนิ่มๆ นั่นก็ทำให้กล้ามเนื้อล้า และรู้สึกเจ็บตูดได้เช่นกัน
  4. กางเกง โดยเฉพาะ ขอบกางเกงใน, ตะเข็บกางเกง หรือ การใส่กางเกงจักรยานไว้ข้างในกางเกงแบบอื่นๆ, ส่วนที่เป็นขอบกางเกง ตะเข็บกางเกง จะเป็นส่วนแข็ง ที่จะถูกับผิวหนังของเรา และเป็นส่วนเกินที่กดลงไปบนกล้ามเนื้อของเรา, ในขณะที่การใส่กางเกงจักรยานที่มีผ้าลื่นๆเอาไว้ข้างใน อาจจะทำให้เกิดการเสียดสีได้, ถ้าทำได้ การเลือกใช้กางเกงจักรยาน โดยไม่ใส่กางเกงใน และไม่ใส่กางเกงทับข้างนอก จะเป็นทางเลือกที่ลดกรเจ็บตูดได้ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าผมจะปั่นจักรยานมานาน จนตูดด้าน, ก็ยังต้องเจอปัญหาเจ็บตูดเหมือนกันสำหรับทริปที่กินเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป

ปั่นจักรยานไปทุกหนแห่ง

เป้าหมายอย่างหนึ่งของการปั่นจักรยานของผม คือ ปั่นทุกวัน ปั่นจักรยานไปทำงาน ปั่นจักรยานไปซื้อกับข้าว ปั่นจักรยานไปเที่ยว – ผมปั่นจักรยานจากบ้าน 3-4 กม. ไปทำงาน ไปซื้อของ ไปท่องเที่ยว บ่อยครั้ง, มันช่วยให้เราได้มอง ได้สังเกตุสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราได้เห็นผู้คนรอบตัวใช้ชีวิตของเขา, นอกจากนั้นแล้ว มันช่วยเราประหยัดค่าน้ำมันในการเดินทาง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และยังช่วยให้เราได้ออกกำลังกายในคราวเดียวกันอีกด้วย

เรื่องที่ต้องพิจารณาหลักๆสำหรับการปั่นจักรยานไปทำงาน นอกเหนือจากอันตรายบนท้องถนน ก็น่าจะเป็นเรื่องของเสื้อผ้า เพราะว่าเราจะเหงื่อแตก เสื้อเปียก ตัวเหม็น, วิธีที่ใช้ได้สำหรับผม คือ ผมเอาเสื้อผ้า และผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ติดตัวไปด้วย ซึ่งผมจะต้องไปถึงสถานที่ก่อนเวลา จัดการตัวเอง ล้างตัวให้สะอาด แล้วก็เปลี่ยนเสื้อ

.

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ ที่ผมพอจะเขียนให้อ่านกันได้น่าจะมีเพียงแค่นี้ นะครับ,

สำหรับใครที่อยากพัฒนาจากการปั่นจักรยานชิลๆ มาสู่การปั่นจักรยานทางไกลกึ่งท่องเที่ยว (ผมฝึกเพื่อการปั่นระยะทาง 100 กิโลเมตรขึ้นไป) อย่างที่ผมกำลังฝึกอยู่ตอนนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ จากบันทึก การฝึกฝนปั่นจักรยาน 100 กม. แรก นี้ครับ .

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ณัฐวุฒิ.คอม