อ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด

อ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด เป็นกิจกรรมที่ให้ประสบการณ์ใหม่ สร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้กับตัวผมมาก ได้ทำความรู้จักกับห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ และมันทำให้ผมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ การอ่านออกเสียงให้ชัดเจน การบันทึกเสียงด้วยโปรแกรมสำหรับหนังสือเสียงเพื่อคนตาบอด ได้เรียนรู้รายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือเสียง เป็นงานจิตอาสาที่ให้ประสบการณ์ที่ดี อีกทั้งช่วยให้เราได้รู้จักส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในโลกของคนตาบอดอีกด้วย

ผมบังเอิญพบเห็นป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรมอบรมอาสาอ่านหนังสือเสียงโดยบังเอิญในเฟสบุ๊ค ทำให้ผมได้เข้าร่วมรับการอบรมเป็นเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2564 และได้ลงชื่อสมัครเป็นอาสาอ่านหนังสือเสียง หลังจากที่ผมอบรมแล้ว ผมได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ฝึกฝนอ่านหนังสือเสียง จัดทำเป็นหนังสือเสียงที่เป็นเสียงของตัวผมเอง แล้วส่งให้แก่ห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์พิจารณา

ในขณะที่กำลังรู้สึกตื่นเต้นกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นระยะเวลาประมาณ 14 วัน ที่ได้เรียนรู้ และลงมือทำ ก็ขอบันทึกเรื่องราวที่ได้รับรู้ จากการอ่านหนังสือเสียงให้แก่คนตาบอด เก็บเอาไว้ในบันทึกนี้ครับ


หมายเหตุ : ตอนนี้ (25 กันยายน 2564) ผมยังอยู่ในระหว่างการอ่าน ส่งงาน ให้ทางเจ้าหน้าที่ของห้องสมุดฯ ตรวจสอบ แก้งาน ยังทำไม่จบเป็นเล่มนะครับ

หนังสือเสียง

ผมเป็นคนที่สนใจการอ่านหนังสือ ผมสะสมหนังสือมากมาย ผมมีความเชื่อว่าหนังสือเป็นแหล่งบรรจุความรู้ที่ดีมาก ๆ เราสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างสะดวก ง่าย เพียงแค่เปิดหน้าหนังสือ การอ่านหนังสือมาก ๆ ทำให้เรามีความรู้มากขึ้นทีละนิด ความรู้ที่มากขึ้น (บวกกับประสบการณ์อื่น ๆ ) นั้นจะทำให้เราเก่งขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิตตัวเองได้ ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของตัวเราก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้างได้

ผมได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับประโยชน์จากการอ่านหนังสือ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บันทึกนี้ครับ –> กลับมาอ่านหนังสือกันเถอะ

หนังสือเสียง ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลในหนังสือง่ายกว่าเพียงแค่การอ่านหนังสือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว ถึงแม้เราจะอ่านออกเขียนได้ แต่การอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ นั้น ก็ต้องฝึกฝนด้วยเช่นกัน การอ่านหนังสือให้จบเล่ม ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือบ่อยๆ 

หลายครั้งที่ผมพบว่าการจับใจความเนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะหนังสือเล่มหนา ๆ ที่มีเนื้อหาหลากหลายมากเกินไป กว่าจะอ่านหนังสือจบได้เป็นเล่มก็เสียเวลามาก บ่อย ๆ ที่อ่านไปแล้วเกินครึ่งเล่มแต่อ่านยังไม่ทันจบ ก็หยุดอ่านไปซะอย่างนั้น พอกลับมาอ่านก็ลืมเนื้อหาที่ได้อ่านไปแล้ว 

แต่ถ้าหากได้ฟังหนังสือเสียงแทนการอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ความสะดวกที่ได้รับ จะทำให้เราได้รับข้อมูลของหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบได้ง่าย โอกาสที่จะอ่านหนังสือให้จบอย่างรวดเร็ว เป็นไปได้ง่ายขึ้น ทบทวนได้เร็ว กลับมาฟังซ้ำได้ง่ายและรวดเร็ว ความสะดวกที่ไม่ต้องอ่านเอง ทำให้หนังสือเสียงมีประโยชน์มากๆ

ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือกับลูก ผมมักจะอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง (อาจจะเปรียบเทียบได้กับการได้ฟังหนังสือเสียง) ผมพบว่า ความสะดวกที่ลูกผมไม่ต้องอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ทำให้เขาคุ้นเคยกับการอ่านหนังสือเล่มหนา ๆ จนจบเล่ม แม้ว่าเขาจะไม่ได้อ่านด้วยตัวเอง แต่เขาก็ได้ซึมซับความรู้สึก ประสบการณ์ จากการใช้เวลากับการอ่านหนังสือจนจบเล่ม หลังจากที่ได้อ่านหนังสือกับลูก ๆ บ่อย ๆ จบหลายเล่ม ลูกผมสามารถอ่านหนังสือให้จบเล่มได้ดีขึ้น จำนวนหน้าต่อเล่มมากกว่าเดิม


คนตาบอดกับการอ่านหนังสือ

ถึงแม้ว่าคนตาบอดจะมีอักษรเบรลล์เป็นตัวอักษรที่ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสื่อข้อมูลได้ แต่หนังสืออักษรเบรลล์นั้นมีข้อจำกัด มีข้อด้อย หนังสืออักษรเบรลล์นั้นต้องเป็นหนังสือเล่มใหญ่ เทอะทะ ต้องจัดพิมพ์บนกระดาษที่หนา ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่กระดาษ เนื้อหาเรื่องราวที่เหมือนกันหนังสืออักษรเบรลล์เล่มหนึ่งอาจจะมีจำนวนหน้ามากกว่าหนังสือปกตินับสิบเท่า ในขณะที่มีหนังสือเล่มใหม่ ๆ ออกมาสู่ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง หนังสืออักษรเบรลล์ไม่ได้ถูกพิมพ์ออกมามากมายเท่ากับหนังสือปกติ ทำให้คนตาบอดเสียโอกาสในการเข้าถึงการอ่านหนังสือ และรับข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ ที่ถูกตีพิมพ์ออกมาใหม่ในทุก ๆ วัน

หนังสือเสียง (Audiobook) ถูกใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่พวกเราเป็นเด็ก เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนหนังสือเล่มใหญ่กลายเป็นหนังสือเสียงที่คนตาบอด ผู้ที่มีข้อบกพร่องทางการอ่าน หรือบุคคลทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลในหนังสือได้โดยไม่ต้องใช้สายตาอ่าน ในอดีตนั้นจะเป็นการบันทึกลงบนเทปคลาสเส็ท และในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอล เป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ เรียกว่า ระบบเดซี (DAISY-Digital Accessible Information System) มีข้อดีเหนือกว่าหนังสือเสียงในรูปแบบเก่าหลายอย่าง เช่น การเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของหนังสือได้โดยตรง รวดเร็ว ย้อนกลับมาฟังซ้ำได้ง่าย ค้นหาเนื้อหาได้สะดวกรวดเร็ว ขนาดจัดเก็บที่เล็ก ส่งข้อมูลเป็นดิจิตอลให้กับคนตาบอดที่อยู่ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากระบบเทปคลาสเส็ทซึ่งไม่สามารถทำได้อย่างที่กล่าวมาได้อย่างสะดวก

สำหรับคนตาบอดนั้น การได้ฟังหนังสือเสียง ต้องสะดวกกว่าการอ่านหนังสืออักษรเบรลล์อย่างแน่นอน


การอบรมอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียง

ก่อนวันที่อบรม ผมได้ดูวิดีโอการอบรมออนไลน์ที่ทางห้องสมุดคนตาบอดฯ ได้บันทึกเอาไว้ (เป็นวิดีโอการอบรมออนไลน์ครั้งที่ 51) ดังนั้นก่อนที่ผมจะได้อบรมแบบสด ๆ ผมก็พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะได้เรียนรู้แล้วเล็กน้อย การเตรียมตัวก่อนเรียนช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็พอจะทำให้ผมมีคำถามเล็กน้อยเตรียมเอาไว้เพื่อสอบถามในการอบรม

วิดีโอที่ผมได้ดูก่อนวันอบรมจริง มีเนื้อหาที่ไม่ได้ต่างไปจากวันที่ผมอบรม สามารถดูได้จากช่อง Youtube ได้เลยครับ

https://youtu.be/ccVCFbRlV0w

การอบรมที่ผมเข้าร่วมอบรมนั้น ใช้เวลาอบรมประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เป็นการอบรมออนไลน์ที่ทางผู้จัดได้ถ่ายทอดสดผ่าน เฟสบุ๊คไลฟ์เอาไว้ด้วย มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.) แนะนำให้รู้จักกับห้องสมุดคนตาบอดและบริการที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเสียง 2.) คำแนะนำ 10 ข้อสำหรับผู้ที่จะอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอด และ 3.) การใช้งานโปรแกรม Obi ในการจัดทำหนังสือเสียง

ดูย้อนหลัง อบรมออนไลน์ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2564 (การอบรมออนไลน์ครั้งที่ 54) ทางเฟสบุ๊ค

ดูย้อนหลัง อบรมออนไลน์ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2564 (การอบรมออนไลน์ครั้งที่ 55) ทางเฟสบุ๊ค

และ ฟังย้อนหลัง เทปบันทึกการสนทนาทาง Clubhouse หัวข้อ “อ่านหนังสือเสียง” วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2564


คำแนะนำ 10 ข้อ สำหรับผู้ที่จะอ่านหนังสือเสียงสำหรับคนตาบอด

คำแนะนำ 10 ข้อ ต่อไปนี้ เป็นแกนหลักสำคัญที่ผู้ที่อาสาอ่านหนังสือเสียงต้องใส่ใจดูแล เพื่อให้ได้หนังสือเสียงที่มีคุณภาพ เนื่องจากการบันทึกหนังสือเสียงนั้น หนังสือเล่มหนึ่ง ๆ จะบันทึกเพียงครั้งเดียว ไม่มีการทำใหม่ จึงต้องบันทึกให้ได้คุณภาพดีที่สุด 

1.) ออกเสียงถูกต้อง ชัดเจน เน้นความเป็นธรรมชาติ – การอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน ฟังเข้าใจได้ เป็นสิ่งที่ต้องทำมากๆ ถ้าอ่านแล้วคนฟังไม่สามารถฟังได้รู้เรื่อง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านบันทึกเสียงให้คนอื่นฟัง แต่ถึงกระนั้น เราก็ต้องไม่อ่านให้ฟังแล้วรู้สึกเป็นหุ่นยนต์ด้วย อ่านให้เป็นธรรมชาติ อ่านแล้วรู้สึกน่าฟัง แต่ไม่ต้องใส่อารมณ์ในน้ำเสียงของเราให้มาเกินไป หนังสือเสียงไม่ใช่รัชดาลัยเธียเตอร์เดี๋ยวหมดแรงก่อน

2.) ไม่ตัดคำเขา ไม่เอาคำใส่เพิ่ม – ในการอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง เราไม่สามารถตัดคำหรือเพิ่มคำเข้าไปในหนังสือเสียงได้ เราใส่คำพูดเพิ่มเติมได้ในเฉพาะกรณีที่เป็นการอธิบายรูปภาพ แผนภาพ กราฟ หรือในกรณีที่เป็นการอ่านแก้ไขเนื้อหาที่พิมพ์ผิดเท่านั้น

3.) ความหมายเปลี่ยนเมื่อเว้นวรรคผิด ฉุกคิดสักนิดแล้วรีบแก้ไข – ประโยคภาษาไทย มักจะเขียนติดกันเป็นท่อนยาวๆ ถ้าอ่านเว้นวรรคผิด ความหมายก็ผิด ไม่สามารถเข้าใจประโยคได้ ในกรณีของการตัดบรรทัดก็อาจจะทำให้ประโยคถูกตัดท่อน เราก็ต้องอ่านประโยคให้ถูกต้องตามที่ควรเป็น อ่านแล้วต้องฟังได้เข้าใจ

4.) ไม่แน่ใจ อ่านอย่างไร ให้หาข้อมูล ***คำที่ไม่ควรอ่านผิด*** – คำที่เราไม่เคยได้ใช้ คำเฉพาะ คำราชาศัพท์ คำย่อ(ต้องอ่านให้เป็นคำเต็ม) ชื่อคน หรือสถานที่ คำต่าง ๆ ที่เราไม่มั่นใจว่าอ่านอย่างไร อย่ามโนไปเองว่าอ่านแบบที่เราอ่านนั้นถูกต้องอยู่แล้ว ให้ค้นหาข้อมูลว่าอ่านอย่างไร แล้วอ่านให้ถูกต้องดีกว่า (อาจจะยากยิ่งขึ้นหากคำเหล่านี้เป็นคำที่มาจากภาษาอื่น เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน หรือ อาหรับ)

5.) อ่านตั้งแต่ปกหน้า-ปกหลัง ระวังอย่าเผลออ่านข้าม – ทุกตัวอักษรที่ถูกใส่เข้าไปในหนังสือทุกเล่มล้วนมีความหมาย แม้ว่าบางส่วนของหนังสือเราเองก็ไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยอ่าน ในกรณีนี้ที่เราผลิตหนังสือเพื่อคนตาบอด เพื่อจัดเก็บในห้องสมุดฯ เราต้องอ่านทุกอย่าง ข้ามไม่ได้

6.) ฟังทวนทุกครั้งเมื่ออ่านจบย่อหน้า ถ้าผิดพลาดมาอย่าปล่อยข้ามไป – บันทึกเสียงทีละท่อนสั้น ๆ ทีละย่อหน้า ทีละนิด แล้วฟังทบทวน เพราะถ้าหากเราอ่านยาว ๆ หมดทั้งเล่ม อาจจะกินเวลาหลายชั่วโมง ถ้าจะย้อนกลับมาเปิดฟังเพื่อมองหาข้อผิดพลาด น่าจะทำให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพได้ยากกว่าวิธีแรกที่กล่าวมา

7.) หากมีภาพ บรรยายพอเข้าใจ เห็นอย่างไร บอกไปอย่างนั้น – ภาพในหนังสือ (รวมถึงตาราง กราฟ แผนภาพ รูปวาดต่าง ๆ ) โดยเฉพาะภาพที่มีความเชื่อมโยงกับเนื้อหา ต้องบรรยายด้วย เพื่อให้ผู้ฟังหนังสือเสียงเข้าใจในเนื้อหาได้ดียิ่งกว่าเดิม ผู้อ่านไม่ต้องบรรยายให้มากเกินไปกว่าสิ่งที่เห็น ไม่ต้องแต่งเติม ไม่ต้องใส่ความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปในการบรรยายภาพ

8.) เสียงน้ำลาย เสียงหายใจ เสียงรบกวนใด ๆ อย่าให้ติดไปในหนังสือเสียง – ในการอ่านหนังสือให้ตัวเองฟัง หรือให้คนอื่นฟัง แบบที่นั่งเจอกัน มองเห็นหน้ากัน เราคงจะไม่รู้สึกรำคาญกับเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นรอบตัวสักเท่าไหร่ แต่การบันทึกเสียง มันคนละแบบกันเลย เสียงต่าง ๆ ที่ติดเข้าไปในไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ มันดังมากกว่าที่คิดไว้นะ ถ้าเปิดฟังมันจะน่ารำคาญมาก ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญมาก ๆ มองหาเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้มีเสียงรบกวน แล้วก็ถ้าได้ยินเสียงรบกวนต้องรีบแก้ไขด่วน

9.) เมื่อมีเวลาและมีใจ ควรอ่านต่อเนื่องให้ได้ อย่าให้เขารอนาน – หนังสือออกมาใหม่ คนตาบอดก็อยากจะอ่านเหมือนกันนะ (ผมไม่รู้ว่าเขารู้ได้ไงว่ามีหนังสือเล่มนั้น หนังสือเล่มนี้ ออกมาใหม่) นอกจากคนตาบอดอยากจะอ่านแล้ว ก็มีอาสาสมัครคนอื่น ๆ ต้องการจะอ่านด้วยเหมือนกัน หากเราจองหนังสือเอาไว้แล้ว เราก็ควรที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นให้จบภายในเวลาไม่นาน (ห้องสมุดฯ กำหนดกรอบเวลาให้ 3 เดือน) ไม่ควรกั๊กเอาไว้กับตัวเอง มีคนรอฟังหนังสือ และมีคนรออ่านหนังสือด้วย

10.) อย่าคิดว่าคนตาบอดต้องฟังแต่ธรรมะและกำลังใจ ความรู้ทั่วไปกับนิยายเขาก็ชอบฟัง – เชื่อว่าอาสาสมัครหลายคน อาจจะเลือกอ่านหนังสือธรรมมะให้คนตาบอดฟังบ่อย ๆ จนทำให้ทางห้องสมุดฯ ต้องชี้แจงให้อาสาสมัครทราบว่า สามารถเลือกหนังสือประเภทอื่นมาอ่านก็ได้นะ – ในทางกลับกัน ผมมองว่าคนทุกคนต้องการกำลังใจนะ คนตาดีหลายคนก็ต้องการกำลังใจเช่นกัน แล้วผมเองก็ไม่ได้คิดว่าคนตาบอดหมดกำลังใจด้วย ส่วนตัวผมเองนั้น ผมชอบอ่านหนังสือที่ให้กำลังใจตัวผมเอง ให้ความรู้สึกฮึกเหิม มีแรงทำงาน อยากสู้ต่อ เพื่อให้ชีวิตมีความหมาย แล้วผมก็ชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนด้วยเช่นเดียวกัน (ชอบอ่านให้ลูกฟัง)

รายละเอียดของคำแนะนำทั้ง 10 ข้อ สามารถศึกษาได้จากวิดีโอการอบรมด้านบนครับ

จากข้อ 4, 5, 7 ที่บังคับให้เราต้องอ่านออกเสียงทุก ๆ อย่าง ภาษาต่างประเทศ อ่านสิ่งที่ไม่เคยต้องอ่าน และบรรยายภาพ – ถึงแม้เราอาจจะชอบอ่านหนังสือแปล ชอบอ่านหนังสือที่มีรูปภาพประกอบเยอะแยะมากมาย แต่เราก็ต้องอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง รวมทั้งบรรยายภาพ(ที่ไม่มีคำบรรยายในหนังสือ)ด้วย ในกรณีนี้ เราต้องเลือกหนังสือที่จะอ่านให้เหมาะกับความสามารถของเราด้วยครับ

แม้ว่าเราอาจจะรู้สึกว่าคำแนะนำเหล่านี้ มันอาจจะขัดกับวิธีการอ่านหนังสือในชีวิตประจำวันของคนตาดีอย่างผมอยู่สักหน่อย (เวลาอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ผมไม่เคยต้องบรรยายภาพออกมาเป็นคำพูด) ผมเห็นด้วยมาก ๆ กับคำแนะนำ 10 ข้อเหล่านี้ โดยเฉพาะหากเรานึกถึงว่า หนังสือเล่มนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน มีคนมากหน้าหลายตามาฟังหนังสือเสียงเล่มนี้ เราก็ควรจะตั้งใจทำให้หนังสือเสียงเล่มนี้เป็นหนังสือเสียงที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด คุณภาพดีที่สุด เป็นไปตามมาตรฐานมากที่สุด เท่าที่จะทำได้

วันอบรม ผมจัดโต๊ะดูทั้ง App Read for the Blind ที่เขาสร้างมาเพื่อให้อาสาสมัครสามารถเข้าถึงการบันทึกเสียงได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการฟังบรรยายผ่าน Zoom

ลิขสิทธิ์หนังสือ และการทำออกมาเป็นหนังสือเสียง

ห้องสมุดคนตาบอดฯ นั้น เป็นองค์กรที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับข้อยกเว้น ให้สามารถผลิตหนังสือเสียงเพื่อให้บริการแก่สมาชิกคนตาบอดได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ ภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 และ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การใช้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ พ.ศ. 2562

นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ห้องสมุดคนตาบอดฯ ผลิตหนังสือเสียงออกมาให้บริการแก่คนตาบอด ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน หนังสือที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ถ้าหากไม่ได้ขออณุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ไม่สามารถทำเป็นหนังสือเสียงเพื่อเผยแพร่ได้ เพราะถือเป็นการทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นการอ่านบันทึกเสียงเพื่อการศึกษาก็ตาม ถึงแม้ว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ในฐานะที่เรามีความรู้ มีสติ ก็ต้องปฏิบัติตามกติกา เคารพผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ทำผิดกฏหมาย

ในเรื่องของกฏหมายลิขสิทธิ์นี้ ห้องสมุดคนตาบอดฯ มีหน้าที่ดูแลกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงหนังสือเสียง ให้มีเพียงเฉพาะคนตาบอด และเจ้าหน้าที่ของห้องสมุดหรือบุคคลที่ได้รับการยกเว้นเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงหนังสือของห้องสมุดได้ คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงหนังสือเสียงของห้องสมุดคนตาบอดฯ มิฉนั้นจะผิดข้อกำหนดตาม พรบ. และ ข้อยกเว้นตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์


สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ (นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้รับจากการอบรม)

นอกจากไฟล์ประเภท EPUB ซึ่งเป็นมาตรฐานไฟล์ ebook ที่ได้รับความนิยมมาก ยังมีไฟล์ ‘DAISY’ ซึ่งเป็นมาตรฐานหนังสือเสียง ที่ได้รับการยอมรับและถูกใช้งานมากอีกประเภทหนึ่ง

สำหรับ Audiobooks ที่เราหาฟังได้ในระบบของ Apple จะมาในรูปของไฟล์ M4B, หรือถ้าหากเป็น Audiobooks ที่ให้บริการโดย Audible (Amazon) ก็ไม่เคยจะรู้เลยว่าเป็นไฟล์แบบไหน เพราะฟังผ่าน App โดยตรง

แต่ในระบบของ Daisy Digital Talking Book (DTB) มีข้อแตกต่างที่ดีกว่า ก็คือ นอกจากที่จะเลือกฟังบทไหนก็ได้แล้ว ยังเลือกได้ว่าจะฟังหน้าไหน (เทียบเคียงกับหน้าหนังสือ) หรือแม้กระทั่งประโยคไหน ก็ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็จะมี App ที่ใช้ฟังเฉพาะอีกเหมือนกัน – มันคงจะดีนะ ถ้าหากว่า หนังสือเสียงที่วางขายในท้องตลาด ใช้ไฟล์ Daisy เราจะฟังหนังสือได้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีก 

– อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานไฟล์หนังสือแบบต่าง ๆ 

ข้อความที่ไม่เคยสนใจในหนังสือเหล่านั้น มีความหมายว่าอย่างไรบ้างนะ ?

ผมพอจะรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ ว่าเลข ISBN เสมือนกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนของหนังสือ แต่เมื่อรู้ว่าต้องอ่านเลขต่าง ๆ เหล่านี้ในหนังสือเสียง จึงไปค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อรู้ความหมายของเลข ISBN รวมไปถึงข้อมูลทั้งชุดนี้ ที่เรียกว่าบรรณานุกรมหนังสือ (Cataloging in Publication : CIP) เป็นชุดข้อมูลที่ให้รายละเอียดของหนังสือ ไม่เพียงแค่เลข ISBN เท่านั้น ยังมีส่วนของ แนวสืบค้น (Tracing) และ เลขหมู่หนังสือ (Classification) ที่เพิ่งเข้าใจในวันนี้นี่เองว่ามันมีความหมายอย่างไร

เรื่องเหล่านี้ผมอาจจะเคยเรียนมาอยู่บ้างในวิชาการใช้ห้องสมุดสมัยที่เรียนอยู่ระดับปริญญาตรี แต่ก็ได้ลืมไปหมดแล้ว 

การบันทึกเสียงที่ดี

การบันทึกเสียงให้สะอาด ไม่มีเสียงรบกวน ฟังแล้วไม่รู้สึกเสียอรรถรสในการฟัง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยจริง ๆ ผมพบปัญหาเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากมาย เสียงจั๊กจั่น จิ้งหรีด เสียงรถยนต์ที่ผ่านไปมา แม้ว่าจะเป็นเวลาเกือบ ๆ ห้าทุ่มแล้ว หรือว่าแม้แต่จะปิดหน้าต่าง ปิดม่าน (คิดเอาเองว่าจะช่วยลดเสียงรบกวนได้) ก็ยังคงมีเสียงรบกวนเข้ามาอยู่ในไฟล์เสียงที่เราบันทึกไว้อยู่ดี

ถ้าผมเปิดฟัง Audiobook ของต่างประเทศ ใช้ headphone ในการฟัง เสียงพูดที่ได้ยินนั้น ชัดเจนมาก สะอาดมาก ไม่มีเสียงรบกวนใด ๆ เลย ไม่มีเสียงน้ำลาย ไม่มีเสียงหายใจแม้แต่นิดเดียว ไม่ทำให้รู้สึกขัดใจในการฟังเลย ในขณะที่ตัวเองอัดเสียงตัวเองนั้น มีทั้งเสียงน้ำลาย เสียงหายใจ เสียงจิ้งจกทัก เสียงลม เสียงแอร์ เต็มไปหมด

จากการลงมือทำ และมองหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ผมจึงได้เรียนรู้ว่าจังหวะเวลาไหนที่พอจะบันทึกเสียงได้ วางไมโครโฟนอย่างไรที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีเสียงรบกวนเข้ามา รวมไปถึงการใช้ App ช่วยเพื่อลดเสียงรบกวนที่ว่านี้ แม้จะไม่ดีมากเทียบเท่ากับ Audiobook ของต่างประเทศ แต่ก็ดีมากพอในความคิดของผมนะ

เลือกหนังสืออ่าน ได้โอกาสหยิบหนังสือเล่มอื่น ๆ ขึ้นมาอ่านด้วย

แม้ว่าผมจะมีหนังสือมากมายสะสมเอาไว้ที่บ้าน ผมอาจจะซื้อมาเก็บไว้ด้วยความรู้สึกว่าหนังสือเล่มต่าง ๆ เหล่านั้นน่าอ่าน แต่โดยปกติผมจะเลือกหยิบหนังสือที่แก้ไขปัญหาที่วนเวียนอยู่ในสมองของผมในช่วงเวลานั้น หรือเลือกอ่านหนังสือตามความสนใจในช่วงเวลานั้นเพียงอย่างเดียว การอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดฟัง (รวมถึงอ่านหนังสือให้ลูกผมฟังด้วย) ทำให้ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือดี ๆ เล่มอื่นขึ้นมาอ่านด้วย

การเลือกหนังสือมาอ่านออกเสียงบันทึกเพื่อให้คนตาบอดฟัง จะไม่เหมือนกับการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเอง เพราะเราต้องอ่านออกเสียงในส่วนที่เราไม่เคยอ่าน เช่น ภาพประกอบ ตาราง หรือภาษาต่างประเทศ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ที่ปกติเราเพียงแค่กวาดสายตา อ่านออกเสียงในใจ ออกเสียงผิดก็ไม่เป็นไร รายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกหนังสือเพื่ออ่านออกเสียงบันทึกให้คนตาบอดฟัง หากมีผู้สนใจ อาจจะมีโอกาสได้เขียนบันทึกอธิบายเพิ่มเติมในอนาคตนะครับ

ได้ฝึกอ่านออกเสียง ได้ย้อนกลับมาฟังเสียงตัวเอง ได้เรียนรู้ความผิดพลาดในการออกเสียง และการใช้ภาษาของตัวเอง

ผมเคยคุยกับเพื่อนผมคนหนึ่ง เขาชอบการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ นอกจากการอ่านจะทำให้เขาได้ความรู้ ได้ข้อมูลจากหนังสือแล้ว เขายังชอบอ่านออกเสียงด้วย เขาบอกว่านั่นทำให้เขาได้ฝึกภาษาอังกฤษด้วย ทำให้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของเขาดีขึ้นกว่าเดิม

ในตอนแรกผมก็รู้สึกอิจฉาที่เขามีสิ่งที่กระตุ้นให้เขาต้องฝึกภาษาอังกฤษ ผมเองก็อยากเก่งภาษาอังกฤษบ้าง แต่ไม่ได้ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ จึงไม่มีแรงกระตุ้นในการฝึก

ในครั้งนี้ที่เราได้อ่านหนังสือภาษาไทย แล้วได้ย้อนกลับมาฟังเสียงของตัวเอง ทำให้เราได้พบว่า ถึงแม้จะเป็นภาษาของเราเอง เราก็มีข้อผิดพลาดมากมายเช่นกัน อ่านออกเสียงได้ไม่ดี ลิ้นพันกัน คำบางคำก็ยังอ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง บางคำก็ยังได้แค่อ่าน ไม่เคยรู้เลยว่าจะใช้คำเหล่านั้นในชีวิตประจำวันอย่างไร 

ผมเป็นคนพูดค่อนข้างช้า ติด ๆ ขัด ๆ บ้าง โดยเฉพาะพูดสด ๆ หรือเถียงกับคนอื่น ผมจะเถียงสู้คนอื่นไม่ได้ โดนเพื่อนที่พูดเก่ง น้ำไหลไฟดับ แกล้งเป็นประจำ ทำให้มีปัญหาเรื่องความมั่นใจในการเข้าสังคมด้วยเช่นกัน (ถึงแม้ผมจะเป็นอาจารย์ ใช้เสียงพูดบรรยายให้นักศึกษาฟัง แต่มันก็คนละอารมณ์กันนะ)

การได้อ่านออกเสียง ทำให้ได้ฝึกหัดการออกเสียงภาษาไทยของตัวเราเองได้ดีขึ้นด้วย อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างเกี่ยวกับการพูดได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยได้เยอะเลย ผมมั่นใจขึ้นเยอะมาก

ผมเอง ที่มุมโต๊ะคอมพิวเตอร์ ที่ผมจัดไว้สำหรับทำงานบันทึกเสียงนี้

ส่งท้าย

นาน ๆ ที ผมจะมีเรื่องใหม่ ๆ มาเขียนบันทึกเพิ่มเติมใส่ Blog ของผม – เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลยนะ รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริง ๆ เลยได้ทำตัวเป็นเกรียนคีย์บอร์ดเขียนยาว ๆ เก็บเอาไว้

อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะแชร์ความคิดให้อ่าน คือ ผมรู้สึกว่าลักษณะของงานอาสา ช่วยเหลือสังคม แบบนี้ มันถูกจริต ผมอยากให้สังคมไทยดีขึ้น ถ้าหากมีช่องทางใดก็ตามที่จะสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ ก็จะพยายามสะเออะเข้าไปทำ ในเรื่องของการอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดนี้ก็เช่นกัน ผมคิดว่ามันช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ แม้จะเพียงเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่ได้ถึงกับขนาดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนร่วมเล็ก ๆ ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่สังคม ช่วยให้สังคมไทยดีขึ้น

เชิญชวนมาร่วมเป็นจิตอาสา และร่วมรับความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองนะครับ


ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เฟสบุ๊ค Daisy Thailand Project – ห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์แห่งชาติ

Youtube Read for the blind อ่านหนังสือให้คนตาบอด