Next Normal Education ความคาดหวังที่อยากจะเห็น

ใครบ้างที่คิดว่า เป็นไปได้ ที่จะสอนทุกอย่างที่ลูกต้องรู้ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ชีวิตวัยรุ่น มหาวิทยาลัย และแยกตัวไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ?

ในขณะที่เวลาค่อย ๆ ผ่านไป ทีละวัน ทีละสัปดาห์ ทีละเดือน เวลาที่จะได้เตรียมตัวลูกของเราให้พร้อมสำหรับการปล่อยตัวเข้าสู่สนามวิ่งแข่งเหลือน้อยลงทุกที พวกเราคาดหวังว่าการเรียนในโรงเรียน ในรั้วมหาวิทยาลัยจะสามารถทำให้เขามีความพร้อมมากพอสำหรับการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เรายังต้องปรับตัวกันอีกเยอะ ยังต้องเรียนรู้กันอีกมากมาย เป้าหมายสำหรับการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กคงจะไม่ใช่เพียงเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะต้องเตรียมความพร้อมในแง่ของลักษณะอุปนิสัย ทักษะความสามารถเชิงสมรรถนะอื่น ๆ ด้วย

ท้องฟ้ากว้างไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้คนใช่ไหมล่ะ ข้อจำกัดของพวกเราคือ เวลา ทรัพยากร และพลังงาน เราต้องก้าวไปข้างหน้า และตัดสินใจว่าอะไรควรค่าและไม่ควรค่าแก่เวลาของเรา อะไรควรได้รับความสนใจสูงสุด อะไรควรได้รับความสนใจผิวเผิน และอะไรไม่ควรได้รับความสนใจเลย

ตอนนี้ลูก ๆ ของพวกเรา ต้องเรียนออนไลน์ ทำการบ้าน ส่งงานทางไลน์ Google Classroom ผู้ปกครองอย่างพวกเรามีหน้าที่ช่วยรับผิดชอบเรื่องทางเทคนิคที่ลูก ๆ ยังไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ต้องคอยเฝ้าดู จ้ำจี้จ้ำไชให้เด็ก ๆ ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ดูหน้าจอฟังคุณครู ถ่ายวิดีโอคลิปการบ้านของลูก ติดตามความเคลื่อนไหวของคุณครูที่เปลี่ยนเวลาสอนสั่งงานให้การบ้านตามอำเภอใจ บางทีสั่งงานตอนห้าทุ่ม บางทีแจ้งเปลี่ยนเวลาสอนก่อนเวลานัดหมายเดิมเพียงแค่ 5 นาที ‘ชีวิตวิถีปัจจุบัน’ มันเป็นอย่างนี้ไปเสียแล้ว

วิชาต่าง ๆ ที่พวกเราเหล่า Gen’X ตอนปลาย Gen’Y ตอนต้น เคยได้เรียนในโรงเรียน ไม่ได้เรียนกันในแบบที่เราเคยเรียนกันแล้วในปัจจุบันนี้ เด็ก ๆ เรียนเย็บผ้า ดนตรี หรือเกษตร เรียนกันเป็นตัวอักษรในกระดาษไม่ได้ลงมือทำจริงเหมือนสมัยพวกเรา ไม่ได้ยืนล้อมวงเข้าแถวทำกิจกรรมลูกเสือ วิชาพละหรืออีกหลายวิชาที่ใช้พื้นที่โล่งในการทำกิจกรรมเรียนรู้ ถูกแทนที่ด้วยการเรียนเป็นตัวอักษรแล้วได้รับมอบหมายงานให้ทำกันเองแล้วส่งการบ้านเป็นคลิปวิดีโอ เด็กรุ่นนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ตั้งคำถามว่าเรียนวิชากระบี่กระบองไปเพื่ออะไรเหมือนกับรุ่นของพวกเรา สถานการณ์ทำให้มันเปลี่ยนไป

‘ความปกติถัดไป’ หรือ ‘Next Normal’ ในมุมของการศึกษาที่ผมคาดหวังว่าจะได้เห็นในยุคต่อจากนี้ ในรุ่นของผมที่ผมกำลังทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของลูก ๆ ของผม ไม่ใช่การตั้งจุดหมายปลายทางให้ประเทศของเรามีการศึกษาที่ดีเยี่ยมอย่างฟินแลนด์ และไม่ใช่คาดหวังพึ่งพาโรงเรียนและคุณครูของลูก ๆ เพียงอย่างเดียวเช่นกัน 

สิ่งที่ผมคาดหวัง สำหรับความปกติถัดไปของการศึกษา คือ ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการศึกษาของเด็ก ๆ ร่วมมือกับทางโรงเรียนและคุณครูเพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กได้ มิใช่การทำงานในลักษณะของการชี้ความผิดของทางโรงเรียนหรือคุณครูคนไหน มิใช่การตรวจสอบความผิดพลาดของตัวเลือกหนังสือเรียน หรือจับผิดการบ้าน การออกข้อสอบแต่อย่างใด มิใช่การทำงานเพื่อทำให้กระบวนการเรียนถูกต้องตามหลักการและตรวจสอบได้ด้วยเอกสารเพียงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดการลงมือสอน ดูแลผู้เรียน จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และการเจริญเติบโต ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความเป็นปัจเจกของเด็กแต่ละคน มิใช่เพียงแค่เด็กที่ต้องเรียนรู้ แต่ผู้ปกครองเองด้วยที่ต้องได้รับความรู้ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กภายใต้การดูแลของตัวเองด้วย

เมื่อใดที่เราพูดถึงการศึกษา พวกเราทุกคนมักจะหมายความถึงการเรียนในรั้วโรงเรียน รั้วมหาวิทยาลัย ผู้ปกครองส่งบุตรหลานไปยังสถานที่หนึ่งแล้วคาดหวังว่าสถานที่นั้นจะช่วยให้เด็ก ๆ อ่านออกเขียนได้ มีความรู้เพิ่มขึ้น สามารถนำเอาความรู้ทางวิชาการ พาตัวเองไปสู่การมีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ เราฝากความหวังของครอบครัวเอาไว้กับสถานศึกษา ครู อาจารย์ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันอยู่แล้วว่าแนวคิดแบบนี้ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปกระบวนการเดิมที่ใช้อยู่ไม่สามารถผลิตเยาวชนที่มีคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและผู้ปกครองได้

ทุกครั้งที่ได้รับฟังข้อมูลของนักวิชาการการศึกษา นักวิจัย นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในโลกปัจจุบันนี้ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดเดาล่วงหน้าได้ ‘ระบบ’การศึกษาอาจไม่สามารถเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันอย่างรวดเร็ว ทุก ๆ คำแนะนำที่ได้รับฟังมาต่างก็ชี้ให้เห็นว่าต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมทางครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง คงเพราะว่าเวลาส่วนใหญ่ของเด็ก ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในสถานศึกษาแต่เป็นการเรียนรู้ตลอดเวลาโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้ดูแลการใช้เวลาของเด็ก ๆ

ผมเชื่อว่าคำพูดของ จิม โรห์น ที่ว่า “You’re The Average Of The Five People You Spend The Most Time With” เป็นคำพูดที่ถูกต้อง ถึงแม้คุณครูจะเก่งแค่ไหน ท่านผู้อำนวยการมีวิสัยทัศน์อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว ลูกของผมจะเป็นค่าเฉลี่ยของคนอีก 5 คนเขาใช้เวลาด้วยกัน เด็ก ๆ ใช้เวลากับโรงเรียนราว ๆ 200 – 250 ชั่วโมงต่อปี แล้วอีกมากกว่า 8,200 ชั่วโมงที่เหลือในแต่ละปีล่ะเขาอยู่กับใครล่ะ ? จะเป็นใครอื่นไปได้ล่ะถ้าไม่ใช่ผู้ปกครอง พัฒนาการของเด็ก คุณภาพของ input ที่ป้อนเข้าไปสู่ระบบการศึกษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาในรั้วโรงเรียนเพียงอย่างเดียวอยู่แล้วล่ะ

เรามักได้เห็นว่า ถ้าหากครอบครัวไหนเลี้ยงดูเด็กด้วยความใส่ใจ ให้เวลากับเด็กมากพอ พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง หรือแม้ว่าคุณปู่คุณย่าเป็นผู้ดูแล แม้จะไม่ได้ให้เรียนพิเศษกับคุณครูชื่อดัง เด็กคนนั้นมักจะเป็นเด็กที่เรียนได้ดี มีพัฒนาการที่ดี ในลักษณะที่คนนอกครอบครัวมักจะให้คำจำกัดความวิธีแบบนี้ว่า ‘พ่อดัน แม่ดัน’ พอถึงเวลาที่เขาต้องดูแลตัวเอง เขาก็ดูแลตัวเองได้ดี ทำได้ดีในระดับชั้นการศึกษาที่สูงขึ้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือมากกว่า 8,200 ชั่วโมงนอกเวลาเรียนของเด็ก ๆ ทุกคน

ปัญหาทางสังคมที่เราพบเจอ คือ ผู้ปกครองต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ยิ่งถ้าหากเป็นคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องยิ่งเจออุปสรรคที่มากล้นพ้นยิ่งขึ้นไปอีก เช้าออกจากบ้านไปทำงาน มืดค่ำกลับมาถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย ไม่มีแรงเหลือ ไม่มีเวลาคุณภาพที่จะมอบให้กับเด็ก แต่มันคือภาระหน้าที่ของผู้ปกครองที่ติดมาพร้อมกับการมีทายาทสืบสกุลมิใช่หรือ ?

ถ้าหากเรายังอยู่กันเป็นครอบครัว ผู้ปกครองอยู่ด้วยกันกับเด็ก ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างที่ว่า‘ไม่มีเวลา’เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว พวกเราต่างมีเวลาว่างอยู่เหมือนกันทุก ๆ คนนั่นแหละ เรามักจะเห็นกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราตัดสินใจเปิดโทรศัพท์มือถือ ไถหน้าจอดูเฟสบุ๊คไปเรื่อย ๆ เปิดวิดีโอที่ส่งมาให้ดูทางไลน์ ดูไลฟ์สดขายของ เปิดทีวีดูละคร ถ้าหากพวกเราเหล่าผู้ปกครองให้ความสำคัญกับพัฒนาการของเด็ก เราคาดหวังให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีความรู้เป็นคนที่มีคุณภาพ เราก็ไม่ควรจะมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาดูแลเด็ก

ปัญหาที่แท้จริง ดูเหมือนจะไม่ใช่ ‘ไม่มีเวลา’ เพียงอย่างเดียวหรอกกระมัง แต่อาจเป็นไปได้ว่า พวกเราต่างไม่รู้ต่างหากว่าเราต้องทำอย่างไร ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในครอบครัวไม่ได้เป็นความรู้ที่ติดตัวคนทั่วไป พวกเราเหล่าผู้ปกครองซึ่งไม่ได้เรียนจบมาด้านการศึกษา ขาด Know-how ในการให้การศึกษาที่ถูกต้องกับลูกของเรา แก้ปัญหาความวุ่นวายของลูกด้วยการโยนโทรศัพท์มือถือให้เล่นแล้วบอกกล่าวกับสังคมรอบข้างว่านี่คือการเลี้ยงลูกให้มีความสุข แล้วหันไปทะเลาะกับโรงเรียนและคุณครูบนพื้นฐานความไม่รู้ในหลักการจัดการศึกษา เราแค่คิดเอาเองว่าของที่ดีควรจะเป็นอย่างไรจากกรอบความคิดและประสบการณ์ของตัวเราเอง

แต่อย่างไรก็ดี พวกเราเองต้องยอมรับแต่โดยดีว่าผลลัพท์ด้านการศึกษาโดยเฉลี่ยของจังหวัดเรานั้นด้อยกว่าจังหวัดอื่นมาก ๆ (คุณภาพการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ได้อันดับท้าย ๆ ของประเทศ) แม้แต่คนที่มีอาชีพเป็นครูเองยังคงบ่นให้ได้ยิน ถึงกับเลือกย้ายครอบครัวไปอยู่จังหวัดอื่นด้วยความหวังว่าจะได้ในสิ่งที่ดีกว่า แล้วอะไรกันล่ะที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของบ้านเราด้อยกว่าจังหวัดอื่น หรือประเทศอื่น ? คุณครูรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเองไม่ดีพอหรือ ? หลักสูตรการเรียนรู้ของทางโรงเรียนยังไม่มีคุณภาพอีกหรือ ? ต้นเหตุและทางแก้ไขที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่นะ ? คำถามนี้เกินความสามารถในการค้นหาคำตอบและเกินกว่าความสามารถในการแก้ไขปัญหาสำหรับผมเสียเหลือเกิน เราไม่สามารถตัดสูทเพียงชุดเดียวขนาดเดียวเพื่อให้ทุกคนใส่ การแก้ไขปัญหาการศึกษาก็คงเป็นเช่นนั้น แต่พวกเราปรับแก้ทรงได้เพื่อให้ลูกของเราใส่สูทตัวนี้ได้

ถ้าหากต้องเลือกให้ความสำคัญกับอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วทำให้ได้ดีที่สุด ผมคงให้คำจำกัดความว่า ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างนิสัยแห่งการเรียนรู้ที่ดี เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต Lifelong Learners ภาระการสร้างนิสัยนี้เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองเช่นเดียวกัน การเอาแต่บ่นว่าลูกไม่ยอมทำการบ้าน บ่นว่าลูกไม่ยอมตั้งใจเรียน ไม่สามารถสร้างเด็กที่รักการเรียนได้แน่นอน

นอกจากที่จะต้องไม่ลืมให้ลูก ๆ ของผมรู้จักการดูแลสุขภาพ สนใจการออกกำลังกาย ผมคงจะเลือกการสอนให้ลูก ๆ ของผมรู้จักกระบวนการที่สำคัญของการค้นหาความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าการท่องจำเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ให้ความสำคัญกับการลงมือทำ ออกจากห้องนอนไปแสวงหาประสบการณ์ที่แตกต่าง รักษาดูแลนิสัยไคร่รู้ให้ยังคงติดตัวอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ดูแลรักษาความตื่นเต้นกระตือรือร้นในการหาคำตอบของเด็ก ๆ ต้องไม่หยุดความไคร่รู้และกระบวนการแสวงหาความรู้ของเด็กด้วยการปฏิเสธการตอบคำถามที่ตอบได้ยากเย็น ต้องช่วยนำทางให้เด็กรู้วิธีหาคำตอบของความอยากรู้อยากเห็นด้วยตนเอง หาความรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งคำถามแล้วรอรับคำตอบจากผู้ใหญ่ ให้เป็นคนช่างสังเกต ช่างตั้งคำถาม ก่อนที่เขาจะรู้คำตอบที่แท้จริง ให้เขาได้รู้จัดกระบวนการทดลองเพื่อรู้ว่าสิ่งที่ไม่ใช่เป็นอย่างไร รู้จักความผิดพลาดความล้มเหลว แล้วทำซ้ำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ให้ไฟความอยากรู้อยากเห็นในดวงตาของเด็กยังคงครุกรุ่นอยู่เสมอ สอนให้รู้จักความรวดเร็วจากการหาข้อมูลด้วยตัวเองผ่านการอ่านหนังสือ ไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้การถอดรหัส เชื่อมโยงเรื่องราวและความคิด ผสานไปกับการมอบคลังสมบัติที่เต็มไปด้วยคำศัพท์อันล้ำเลิศและรูปแบบภาษาชั้นสูง ให้กับลูก ๆ

อ่านออกเขียนได้ คงจะไม่ได้มีประโยชน์อะไร หากไม่ได้มีความรักในการอ่านการเขียน การสร้างความรักในความไคร่รู้ สร้างความเชื่อมั่นในความสามารถแสวงหาความรู้ สร้างทักษะที่จำเป็นต่อการลงมือหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยอย่าง อะไรคือสิ่งที่ฉันชอบ อะไรคือความหมายของชีวิต ฉันเกิดมาทำไม ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร คำตอบของคำถามใหญ่ ๆ ของชีวิตคงจะไม่เกิดขึ้นมาจากเด็กที่มีความรู้สึกที่ถูกบังคับให้ทำการบ้าน ถูกบังคับให้อ่านหนังสือที่ไม่ได้สนใจ และตะบี้ตะบันท่องจำเนื้อหาในหนังสือเพื่อการทำข้อสอบได้คะแนนดี เด็กที่เติบโตมาจากความเครียดในการทำคะแนนสอบคงจะหาคำตอบที่ดีให้กับตัวเองไม่ได้แน่

โรงเรียนเปิดประเด็นให้นักเรียนตั้งข้อสงสัย ผู้ปกครองช่วยดึงความสนใจของเด็กมาสู่ประเด็น เปลี่ยนหัวข้อที่น่าเบื่อให้กลายเป็นหัวข้อที่น่าตื่นเต้น เปลี่ยนเรื่องราวที่อยู่แต่ในหน้ากระดาษหนังสือ เป็นการลงมือทำจริง ตั้งสมมุติฐาน วางแผนการลงมือทดลองค้นคว้าเพื่อหาคำตอบ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้สนุก ทำให้กระบวนการค้นหาคำตอบเป็นเรื่องสนุก ทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุก นิสัยรักการเรียนรู้ สามารถเกิดขึ้นได้จากการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ตลกร้ายที่ว่าต้องมาทำว่าวในวิชาลูกเสือช่วงที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝน จะถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องสนุก ๆ ได้เลยทีเดียว หากผู้ปกครองรู้ตัวว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร

เหล่าพ่อแม่ทุกคนปวดหัวกับการบ้านของเด็ก ๆ แน่ล่ะ   แต่การดูแลลูก ๆ ของตัวเองอย่างใกล้ชิดด้วยเวลาที่มากกว่าเวลาที่เด็กอยู่ในรั้วโรงเรียน ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าการดูแลของคุณครูที่ต้องแบ่งร่างมาดูเด็ก ๆ จำนวนมากกว่า 20 คน ในเวลาราว ๆ 200 – 250 ชั่วโมงต่อปีเป็นแน่แท้

ใครจะรู้ความต้องการของตัวเราเองดีไปกว่าตัวเรา อยากได้อะไรก็ต้องลงมือทำเองด้วย รวมทั้งคาดหวังว่าจะได้เห็นความพยายามของคนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสังคมการศึกษาของเด็ก มีส่วนร่วมลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุ่งไปสู่คุณภาพการศึกษาที่ดี

ดิจิทัลดีสรับชั่น เศรษฐกิจย่ำแย่ การมาของโรคระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุก ๆ คน เราต้องดิ้นรนมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม รัดเข็มขัดให้แน่น ป้องกันความสูญเสีย พยายามหารายได้เข้ามาเลี้ยงดูครอบครัวให้ได้ บ้างก็ล้ม สูญสิ้น   แต่เรายังคงมีภาระเด็ก ๆ ที่ต้องเลี้ยงดูให้เขาเติบโต ผมหวังว่าการตัดสินใจเสียสละโอกาสบางอย่าง สังเวยความสุขในเวลาส่วนตัวที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย แล้วให้ความสำคัญกับการดูแลลูกของเรา ให้เวลาอย่างเต็มที่ รับภาระครูคนแรกและครูตลอดชีวิตของลูก ๆ ภาระที่มาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ อย่างเต็มที่  

หวังว่า … การตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง